ทั้งนี้ “ปัญหาอาหารกลางวันเด็กในโรงเรียน” ยังเป็นประเด็นที่ปรากฏซ้ำ ๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ปัญหาการจัดมื้ออาหารในโรงเรียน แต่ยังชี้ให้เห็นว่า… เด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเติบโตอย่างยั่งยืน จาก “ปัญหาทุพโภชนาการ” โดยรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี 2026 ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย” จัดทำโดย ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ร่วมกับ สสส. และ 101 PUB มีการเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเรื่องนี้…
ที่น่าคิดและน่าถูกนำไปตั้งคำถามกันต่อ
ที่ในปัจจุบันระบบนี้ “ดีเพียงพอหรือไม่?”
เกี่ยวกับ “ปัญหาทุพโภชนาการ” โดยมีจุดโฟกัสที่ “มื้ออาหารกลางวันเด็กในโรงเรียน” กำลังเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะเรื่องของคุณภาพอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาของเด็กไทยด้วย โดยเฉพาะเมื่อครัวเรือนมีจำนวนมากขึ้น จนส่งผลทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอ ซึ่งในรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี 2026 ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย” ของศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ร่วมกับ สสส. และ 101 PUB สำรวจพบว่า… เส้นทางการพัฒนาของเด็กไทยกำลังถูกบั่นทอนด้วยสองปัจจัยหลัก คือ “ความเหลื่อมล้ำ” และ “นโยบายที่ไม่ครอบคลุม” จนทำให้เกิด “ช่องว่างด้านโภชนาการ”
รายงานดังกล่าวยังสะท้อนและชี้เอาไว้อีกว่า… ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกลายเป็นต้นตอสำคัญของวิกฤติสุขภาวะเด็กในปัจจุบัน โดยผลสำรวจพบว่า… เด็กและเยาวชนไทยร้อยละ 69.3 เติบโตในครัวเรือนรายได้ต่ำ ซึ่งครัวเรือนเหล่านั้นมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 8,484 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งความแตกต่างของทรัพยากรเช่นนี้ทำให้เด็กไทย ๆ จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับ “ภาวะทุพโภชนาการ” ในฐานะวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตและโอกาสในอนาคต

นอกจากนั้น รายงานฉบับเดิมยังได้อธิบายเกี่ยวกับ “ภาวะทุพโภชนาการ” ไว้ว่า… หมายถึง การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมทั้งในแง่ปริมาณและสารอาหาร ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา และการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ปัจจุบันสำรวจพบว่า… เด็กไทยกำลังเผชิญปัญหาสองทิศทางพร้อมกันคือ กลุ่มเด็กปฐมวัยกำลังเผชิญปัญหาภาวะเตี้ยแกร็น จากการขาดสารอาหารจำเป็น ขณะที่ เด็กวัยเรียนและเยาวชนกำลังเผชิญปัญหาจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นวงกว้าง ซึ่งสะท้อนถึง “ความเปราะบาง” ของระบบอาหาร และสภาพแวดล้อมทางโภชนาการรอบตัวเด็ก โดยผลสำรวจปี 2026 พบว่า… ไทยมีเด็กปฐมวัยมีภาวะเตี้ยแกร็นสูงถึงร้อยละ 12.3 ที่ถึงแม้จะลดลงจากปี 2024 แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 8.5 ในขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กปฐมวัยก็ยังเป็นปัญหาต้องเร่งแก้ไข ซึ่งตัวเลขล่าสุดในปี 2026 พบว่า… เด็กปฐมวัยมีภาวะน้ำหนักเกินอยู่ที่ร้อยละ 8.3 โดยสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 8.0 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ฉายภาพว่า… เด็กไทยกำลังเผชิญปัญหาโภชนาการทั้งสองด้าน
จากภาวะเตี้ยแคระแกร็นและน้ำหนักเกิน
ที่มาจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์
สำหรับปัจจัยก่อปัญหาที่เป็นผลมาจาก “พฤติกรรมการกินของเด็กไทยปัจจุบัน” นั้น รายงานนี้ก็ได้อ้างอิงผลสำรวจจากรายงานขององค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ (UNICEF) ที่พบว่า… เด็กปฐมวัยอายุ 6 เดือน-2 ปี ร้อยละ 16 ไม่มีการบริโภคผักหรือผลไม้เลย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมีจุดน่าสนใจอยู่ที่ “สัดส่วนเด็กที่ไม่กินผักและผลไม้” นั้น กลับพบว่า… ระหว่างเด็กในครัวเรือนรายได้ต่ำและเด็กในครัวเรือนรายได้สูงกลับมีสัดส่วนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาก สะท้อนว่า… พฤติกรรมการไม่บริโภคผักและผลไม้ของเด็กในกลุ่มปฐมวัยนั้น บางทีปัจจัยด้านรายได้อาจไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่อาจมีปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อม ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมบริโภคของหวาน อาหารทอด และอาหารรสเค็ม ที่พบว่า… มีเด็กไทยในช่วงปฐมวัยถึงร้อยละ 67 มีพฤติกรรมบริโภคอาหารรูปแบบนี้ ซึ่งสะท้อนว่า… “พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ” จากการบริโภคนี้
อาจถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ
อย่างไรก็ตาม ในรายงานนี้ยังได้มีการวิเคราะห์ถึง “ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กไทย” ในปัจจุบันว่า… ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นไปได้ที่จะมีสาเหตุเกิดจาก “สภาพแวดล้อมทางอาหารที่บีบบังคับ” ทำให้เด็ก ๆ และครอบครัวเข้าถึงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้สะดวกและง่ายขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป ขณะที่อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงนั้น กลับมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่า เมื่อเทียบกับค่าครองชีพของครัวเรือนในปัจจุบัน…
“แม้ภาวะทุพโภชนาการจะเป็นวิกฤติเรื้อรัง หากแต่เมื่อย้อนกลับมาดูแผนการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้ กลับพบว่า… ภาครัฐยังขาดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการชะลอวิกฤติดังกล่าว ที่มีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น โรงเรียนจำนวนมากยังขาดนักโภชนาการ ขาดงบประมาณ และขาดระบบติดตามประเมินผล ถึงแม้จะมีโครงการอาหารกลางวัน หรือระบบ Thai School Lunch เข้ามาช่วย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การกำกับคุณภาพอาหารและการควบคุมร้านค้ารอบโรงเรียนยังทำได้ยาก” …เป็นการวิเคราะห์ที่ระบุไว้ในรายงานโดยศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ร่วมกับ สสส. และ 101 PUB
เพื่อฉายภาพให้เห็น “ปัญหาทุพโภชนาการ”
ทั้งนี้ นอกจากภาพสะท้อนของปัญหานี้แล้ว รายงานนี้ยังจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไว้ว่า… หากไทยต้องการนำพาเด็กไทยออกจากวิกฤติทุพโภชนาการ ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับปัญหาให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศอาทิ ควรอุดหนุนงบประมาณอาหารกลางวันและปรับเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้า เพราะการจัดสรรงบประมาณแบบถ้วนหน้าจะช่วยลดการตกหล่นในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด นอกจากนั้น ควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารฯ ให้มีผลบังคับใช้เร็วที่สุด รวมถึงการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลากโภชนาการให้เข้าใจง่าย เพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้เด็กไทย …และนี่เป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา “ภาวะทุพโภชนาการเด็กไทย”
ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของมิติทางอาหารเท่านั้น
แต่ยังอาจจะกระทบไปถึง “โอกาสของชาติ”
จนทำให้ “ไทยสูญเสียโอกาส” ในหลายมิติ.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



