เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “เทรนด์ทำพินัยกรรมชีวิต” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า… “Living Will” กำลังเป็นหัวข้อที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ โดยไม่ใช่เรื่องของการทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการจัดงานศพ-พิธีศพตัวเองไว้ด้วย…

จนมี “คำเฉพาะ” เรียกแนวคิดรูปแบบนี้

ด้วยคำว่า “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)”

ที่เป็นการ… “ดีไซน์การตายไว้ล่วงหน้า”

เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็น “เทรนด์คนรุ่นใหม่” อย่างการ “ทำพินัยกรรมชีวิต” โดยดูได้จากข้อมูลจาก เฟซบุ๊กความสุขประเทศไทย ที่จัดทำโดยภาคีเครือข่าย HappinessisThailand.com ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขนี้ไว้ พร้อมกับมีมุมมองจากนพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่สะท้อน “เทรนด์พินัยกรรมชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ว่า… ขณะนี้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่า…เรื่องนี้เป็นการแช่งตัวเอง แต่ปัจจุบันได้มีการพยายามทำความเข้าใจแนวคิดดังกล่าวว่า…การเตรียมตัวสู่วาระสุดท้ายของชีวิต หรือการเตรียมตัวก่อนตายไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่เป็นการช่วยเหลือทุกคน ทั้งตัวเอง ลูกหลาน และสังคม โดยที่น่าสนใจในระยะหลังคือ มีคนที่เลือกทำพินัยกรรมชีวิตไม่ได้มีแค่กลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีผู้คนในทุก ๆ ช่วงอายุหันมาสนใจแนวคิดนี้…

แถมผู้ทำพินัยกรรมชีวิต หรือดีไซน์การตาย

ยังมีแนวโน้มของช่วงอายุที่ลดลงมาเรื่อย ๆ

สำหรับ “ตัวเลขน่าสนใจ” ของผู้ทำพินัยกรรมชีวิต ผ่านระบบออนไลน์ ที่แหล่งข้อมูลนี้ได้รวบรวมไว้นั้น ยิ่งสะท้อนแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ ๆ หันมาสนใจแนวคิดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่า… กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด คือ กลุ่ม Gen X และเริ่มมีกลุ่ม Gen Y เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ทำพินัยกรรมชีวิตมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย อันดับ 1 นครราชสีมา 18,766 คน, สุโขทัย 13,345 คน, นครศรีธรรมราช 11,176 คน, พิษณุโลก 11,053 คน และอุบลราชธานี 10,816 คน

นี่เป็นสถิติที่สะท้อนแนวโน้มผู้ที่สนใจเรื่องนี้

นอกจากนั้นแหล่งข้อมูลนี้ยังได้อธิบายรายละเอียดโดยสังเขปของ “แนวคิดพินัยกรรมชีวิต” เอาไว้ว่า… มีหัวใจประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ 1.การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย ที่ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ทำให้มีช่วงเวลาทุกข์ทรมานระยะท้ายสั้นที่สุด โดยไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่เกิดประโยชน์ 2.การทำพินัยกรรมชีวิต หรือแนวคิดLiving Will ไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องรักษา เพราะกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่แพทย์มีความเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามเหมาะสม

และ3.การทำพินัยกรรมชีวิตช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ กับค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว เนื่องจากมีรายงานของต่างประเทศชี้ว่า… ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต …นี่เป็นคำอธิบายโดยสังเขปของแนวคิด “พินัยกรรมชีวิต”

ขณะที่ “มุมวิเคราะห์” ต่อปรากฏการณ์ “ดีไซน์การตาย” ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจขึ้นเรื่อย ๆ นั้นกรณีนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เคยสะท้อนการวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้เช่นกัน โดยเป็นมุมมองจากทาง พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมนี้ และอธิบายปรากฏการณ์เรื่องนี้ในบทความหัวข้อ “ตายตั้งตัวเมื่อประชากรรุ่นอายุดิจิทัลเริ่มตั้งตัวกับความตาย” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ เดอะประชากร.คอม โดย พิชฌ์นิพัทธ์ ได้เกริ่นถึงรูปแบบดังกล่าวที่กำลังเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ จนมีคำใช้เรียกแนวคิดนี้ว่า…การตายตั้งตัว” ที่เป็นคำศัพท์ใหม่ในกลุ่ม “ประชากรวัยดิจิทัล” ซึ่งศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนชัดเจนถึง “มุมมองต่อความตาย” ในสังคมยุคดิจิทัลว่า… ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับประชากรวัยนี้ จากการเข้าถึงโลกดิจิทัล จนพบเห็นการตายรูปแบบต่าง ๆ มากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อมโยงความตายได้ดีกว่า…

พิชฌ์นิพัทธ์ผู้นำเสนอมุมมองเรื่องนี้ ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่ม “ประชากรรุ่นอายุดิจิทัล” ไว้ว่า… สามารถ แบ่งได้เป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกเป็น ชาวดิจิทัลรุ่นเก่า (Old-Digital Natives) ที่เกิดระหว่างปี 2524-2543 หรือเรียกกันว่า…ประชากรเจเนอเรชั่นวาย” ส่วนอีกกลุ่มคือ ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ (New-Digital Natives) ที่เกิดตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา หรือเรียกว่า… ประชากรเจเนอเรชั่นซี” ซึ่งกลุ่มหลังนี้เป็นประชากรที่ได้รับผลต่าง ๆ โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล อีกทั้งยังมีคุณลักษณะการเป็นประชากรที่พร้อมเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ชอบแสวงหาข้อมูลในโลกดิจิทัล กับมีความยืดหยุ่นต่อทุก ๆ สถานการณ์ ซึ่งจาก“ปัจจัย”เหล่านี้…ทำให้คนกลุ่มนี้… ใกล้ชิดระหว่างโลกดิจิทัลกับความตาย”

ด้วยจุดเด่นที่ประชากรวัยดิจิทัลเข้าถึงพื้นที่โลกออนไลน์ได้ดี ทำให้ประชากรกลุ่มนี้ใกล้ชิดกับเรื่องราวชีวิตหลังความตายมากขึ้น จากการที่คนกลุ่มนี้มีโอกาสพบเห็นการตายหลาย ๆ รูปแบบผ่านสื่อออนไลน์และโลกดิจิทัล ทำให้ เรื่องความตายไม่ได้ถูกผลักให้เป็นเรื่องไกลตัว หากแต่ทำให้คนกลุ่มนี้ “สนใจออกแบบการตายให้ตนเองไว้ล่วงหน้า” ไม่ต่างกับการวางแผนอนาคตให้ชีวิตมิติอื่น ๆ จนเกิดศัพท์ที่ใช้เรียก “พฤติกรรมและทัศนคติ” นี้ว่าการ… ตั้งตัวกับความตาย”หรือ “ตายตั้งตัว”

ที่ “พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ในประชากรวัยดิจิทัล

อีกประเด็นที่น่าสนใจจากแนวโน้มพฤติกรรมนี้ บทความที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ เดอะประชากร.คอม สะท้อนว่า… จากความสนใจของประชากรรุ่นอายุดิจิทัล ที่ให้ความ สนใจการ “ออกแบบชีวิตหลังความตาย (Afterlife Design)เพิ่มขึ้น นั้น พฤติกรรมนี้ก็มีปัจจัยทำให้เกิดทัศนคตินี้ขึ้นมา โดยประชากรวัยดิจิทัลมีแนวคิดว่า… ถ้าตนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตหลังความตาย จะไม่สามารถกำหนดสิ่งที่อยากทำให้เกิดขึ้นได้ในตอนนั้น ทำให้ประชากรวัยดิจิทัลจำนวนไม่น้อยเลือกออกแบบการตายไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับความตายในอนาคต จนเกิด “ประโยคฮิต” เช่น “ถ้าฉันตายอยากจัดงานศพเล็ก ๆ” นอกจากนั้น จากการที่ประชากรวัยดิจิทัลมีทัศนคติ “รองรับ” เกี่ยวกับ “ความตาย” จนทำให้เกิด “พฤติกรรมตายตั้งตัว” ยังสะท้อนออกมาผ่านทาง ความนิยมออกแบบการตายผ่านพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น อาทิ… การโพสต์ถึงความต้องการให้มีในพิธีศพตนเอง, การวางแผนข้อมูลดิจิทัลเมื่อเข้าสู่ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต รวมถึงการที่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ได้มี การจัดทำบัญชีความทรงจำของผู้ใช้งาน เอาไว้ให้ เพื่อให้เก็บเป็นพื้นที่สำหรับเพื่อนกับครอบครัวมาแบ่งปันความทรงจำ หลังบุคคลเจ้าของบัญชีเสียชีวิตแล้ว…

นี่เป็น “ภาพสะท้อน” อธิบายปรากฏการณ์นี้

ว่ากันว่า “ฟีเวอร์” ในกลุ่มประชากรวัยดิจิทัล

กับเทรนด์ฮิต “ดีไซน์การตายเอาไว้ล่วงหน้า!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์