ทั้งนี้ ช่วงวัยเด็กวัยรุ่นที่กำลังเติบโต อาจจะเป็นไปท่ามกลาง “ความกดดันรอบด้าน” ไม่ว่าจะเป็นความกดดันที่โรงเรียน จากเพื่อน หรือในครอบครัว ซึ่งภาวะที่พบได้บ่อยและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบันคือ…

ความรู้สึก “วิตกกังวล” หรือ “เครียด”

นี่ “อาจจะนำสู่ปัญหาที่ร้ายแรง” ได้!!

เกี่ยวกับ “ความเครียดในวัยรุ่นไทย” ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลกรณีนี้มาสะท้อนต่อ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจโดย นงนุช จินดารัตนาภรณ์ ที่สะท้อนไว้ผ่านบทความ “สาเหตุอะไรที่ทำให้วัยรุ่นกรุงเทพฯ เครียด?” และวัยรุ่นกรุงเทพฯ จัดการกับความเครียดของตนเองอย่างไรบ้าง?” ซึ่งมีการเผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ที่ได้เผยถึง “วิกฤติความเครียดในใจของวัยรุ่น” ในกรุงเทพฯ เพื่อให้เข้าใจ ความเครียดของเด็กวัยรุ่น และมีการสร้างพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น

ข้อมูลที่น่าสนใจนี้ แม้จะโฟกัสวัยรุ่นในกรุงเทพฯ แต่ก็น่าจะสะท้อนภาวะ “ความเครียดของวัยรุ่นในไทย” ทั่ว ๆ ไปได้ด้วย ซึ่งจากที่มีการระบุไว้ในบทความดังกล่าว โดยสังเขปมีว่า… ความเครียดในวัยรุ่นนั้น คนในสังคม โดยเฉพาะครอบครัว ไม่ควรมองข้ามหรือปล่อยผ่านไปเฉย ๆ เพราะหากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และสุขภาพร่างกายได้ โดยจากรายงานผลการสำรวจสภาวะทางอารมณ์วัยรุ่นไทยปี 2568 ทั่วประเทศ 1,139 คน ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี กำลังแบกรับความเครียดหนัก ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ มีผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 39.6 ของวัยรุ่นมีความเครียดกระทบอารมณ์ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ ร้อยละ 31.0 ของวัยรุ่นมีความเครียดระดับปานกลาง ซึ่งยังพบอีกว่า ร้อยละ 26.9 ความเครียดส่งผลต่อสมาธิ ความคิด และการตัดสินใจ และอีกร้อยละ 20.8 ความเครียดส่งผลกระทบออกมาทางด้านร่างกาย เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ

และสำหรับ “ต้นตอที่เป็นสาเหตุของปัญหา” การเกิดความเครียดในวัยรุ่น มีข้อค้นพบจากการสนทนากับกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงอายุ 16-18 ปี จำนวน 12 คน ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยพบว่า ความเครียดของวัยรุ่นเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ทั้งจากการเรียน ครอบครัว เพื่อน และความรัก โดยที่… ความกดดันจากการเรียน” และ “ความคาดหวังของครอบครัว” นั้นคือ “ปัจจัยหลักของความเครียด”ซึ่งเด็กวัยรุ่นไม่น้อยต้องเผชิญกับตารางชีวิตที่แน่นเอี้ยด ทั้งการเรียนปกติ การเรียนพิเศษ ต้องทำกิจกรรม และรวมถึงการต้องเตรียมตัวสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย จนทำให้…

เกิดความ “เหนื่อยล้าและเครียดสะสม”

ไม่เพียงเรื่องการเรียน เรื่อง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความเครียดในวัยรุ่น อย่างคำพูดเปรียบเทียบ การถูกตำหนิด้วยอารมณ์ ถูกใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจและมองเห็นคุณค่าของตัวเองลดลง เด็กวัยรุ่นบางคน รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระครอบครัว หรือรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่ดีพอ แม้ว่าพ่อแม่อาจทำไปเพราะความห่วงใยแต่การสื่อสารด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสมและความคาดหวังก็อาจทำให้วัยรุ่นรู้สึกกดดันมากขึ้น

นอกจากนี้ การ “มีปัญหากับเพื่อน” และการ “โดนรังแก (bully)” นี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่มีผลต่อความเครียดของเด็กวัยรุ่น เช่นกัน เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ต้องการการยอมรับและต้องการการมีตัวตนในกลุ่มเพื่อนอย่างมาก ซึ่งเมื่อในกลุ่มเพื่อนเกิดการขัดแย้ง หรือตนเองถูกมองข้าม หรือโดนล้อเลียนความแตกต่าง ก็ย่อมจะส่งผลให้เด็กวัยรุ่นเกิดความ รู้สึกโดดเดี่ยว และ กลัวการถูกตีตรา จากสังคมรอบข้าง บางรายถึงขั้นไม่อยากไปโรงเรียน นอนไม่หลับ และมีความเศร้าสะสม

อีกต้นตอคือ “ปัญหาความรักวัยรุ่น” ที่หากไม่สมหวัง เกิดการอกหัก หรือมีการทะเลาะกับแฟน วัยรุ่นบางคนอาจรู้สึกเสียใจ เหงา คิดมาก หรือนอนไม่ค่อยหลับ จนเกิดภาวะ “เครียด” และไม่เท่านั้น กับเรื่องของ “พฤติกรรมในชีวิต”ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเครียดของวัยรุ่น เช่น เล่นเกมมากเกินไป ส่งผลให้มีการพักผ่อนไม่เพียงพอ จนส่งผลต่อการเรียน และก็เกิดความ “เครียด” ตามมา …ต่าง ๆ เหล่านี้ สำหรับวัยรุ่นในกรุงเทพฯ รวมถึงในเมืองใหญ่ ๆ นี่คือ “ปัจจัยสำคัญทำให้เครียด”

ก็น่าคิด “จัดการความเครียดเช่นไร?”

จากข้อมูลที่น่าสนใจโดย นงนุช จินดารัตนาภรณ์ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ ยังมีส่วนที่ระบุไว้ว่า…จากการรวบรวม “พฤติกรรมการจัดการความเครียดของวัยรุ่น” ในกรุงเทพฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ อย่างชัดเจน ได้แก่… รูปแบบที่ 1 คือ “การจัดการความเครียดที่มุ่งบรรเทาความรู้สึก”เพื่อบรรเทาอารมณ์ชั่วคราว โดยเด็กวัยรุ่นจะเลือกใช้วิธีง่าย ๆ ที่ให้ผลทันที เช่น การรับประทานของหวาน ขนมกรุบกรอบ การดื่มเครื่องดื่มรสหวาน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวและผ่อนคลาย ตลอดจนพึ่งพาวิธีที่ไม่เหมาะสม คือสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีการบอกเหตุผลการสูบไว้ว่าเพราะกลิ่นหอม หรือรู้สึกว่าสูบแล้วรู้สึกดี วัยรุ่นจึงมองผิด ๆ ว่าวิธีนี้เป็นเครื่องมือช่วยจัดการกับอารมณ์ในช่วงเวลาที่มีความเครียด

ทั้งนี้ การจัดการกับความเครียดเพื่อบรรเทาอารมณ์ชั่วคราวตามรูปแบบดังกล่าวข้างต้นทำให้เด็กวัยรุ่นรู้สึกว่าช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้ความเครียดหรือความรู้สึกหนักใจลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง และช่วยทำให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ แต่… คำถามสำคัญคือหลังจากมีความรู้สึกดีขึ้นชั่วคราวแล้ว ปัญหาที่ทำให้เครียดยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่? ซึ่งวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวอาจจะช่วยได้ในระยะเวลาสั้น ๆ โดยวัยรุ่นเลือกทำเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น แต่… ต้นตอของปัญหายังคงอยู่ไม่ได้ถูกแก้ไขให้ถูกต้อง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว จนอาจนำไปสู่การเกิดปัญหาใหม่ในอนาคต

รูปแบบที่ 2 การจัดการความเครียดที่มุ่งแก้ปัญหาและดูแลตนเอง”แม้จะไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นในทันที เช่น การเลือกเปิดใจพูดคุยกับเพื่อนหรือคนที่ไว้วางใจ การออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือการหาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตนเอง วิธีเหล่านี้อาจช่วยให้วัยุร่นไม่เพียงหนีออกจากความเครียด แต่ยังค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรับมือความเครียดที่เกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง

สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้วัยรุ่นไม่มีความเครียดเลย แต่คือการช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้วิธีรับมือความเครียดอย่างเหมาะสม และมีคนรอบข้างที่พร้อมรับฟังและเข้าใจ” …นี่คืออีกส่วนจากข้อมูลที่น่าสนใจในบทความที่มีการเผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม และรวมถึง… กุญแจสำคัญในการช่วยเหลือวัยรุ่นที่เครียด” คือการ “ช่วยให้พวกเขามีทักษะในการรับมือ และมีพื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งครอบครัว และครู ควรใส่ใจอารมณ์หรือพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนไป เช่น หงุดหงิดง่าย ไม่อยากไปโรงเรียน ที่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังเผชิญความเครียดหรือความกังวลบางอย่าง ไม่ควรมองเพียงผลลัพธ์อย่างผลสอบ เกรดเฉลี่ย โดยควรใส่ใจถึงความพยายาม ควร “เปิดใจรับฟังความรู้สึกของวัยรุ่น”ให้มากขึ้น

พูดคุยโดยเข้าใจยอมรับโดยไม่ตัดสิน

วัยรุ่นไม่เผชิญความเครียดโดยลำพัง

เรื่องร้าย ๆ ที่อาจเกิดก็จะไม่เกิด.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์