ทั้งนี้ ว่าด้วยลักษณะการก่อเหตุร้ายแบบ “ลงมือคนเดียว” นั้น นอกจากเหตุที่เกิดในประเทศไทยแล้ว ในระดับโลกเองก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะใกล้เคียงกันนี้อยู่บ่อย ๆ อาทิ เหตุลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ทำให้เรื่องนี้ของ “โลนวูลฟ์” กลายเป็น “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่”
ที่เมืองไทยเองนั้นคงจะมองข้ามไม่ได้
ยิ่งหลายปีนี้…มีเหตุลักษณะนี้บ่อยขึ้น
นี่ก็ยิ่งมองข้าง “ภัยโลนวูลฟ์” ไปไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่อง “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” นี้ ในแวดวงความมั่นคง มีการเรียกปรากฏการณ์ที่คนคนเดียวลุกมาก่อเหตุรุนแรงภายใต้นิยามว่า… “โลนวูล์ฟ” หรือ หมาป่าโดดเดี่ยว ซึ่งผู้ก่อเหตุที่ใกล้เคียงกับนิยามคำนี้ ไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายที่ซับซ้อน แต่มักจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่ก้าวข้ามเส้นศีลธรรม และใช้ความรุนแรงระบายแค้น หรือตอบสนองอุดมการณ์ส่วนตัวที่หลงผิด จนนำไปสู่การตัดสินใจก่อเหตุรุนแรง โดยสิ่งที่ทำให้ “ปรากฏการณ์โลนวูล์ฟน่ากลัว” และกลายป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ “การคาดเดาไม่ได้” ซึ่งไม่เหมือนกับปฏิบัติการก่อการร้ายใหญ่ ที่มักจะใช้เวลาวางแผนยาวนาน แต่ผู้ก่อเหตุที่มีลักษณะแบบ “โลนวูลฟ์” นั้น มักเป็นการก่อเหตุแบบฉายเดี่ยวที่ไม่มีใครรู้แผนล่วงหน้า และที่สำคัญผู้ลงมือก่อเหตุนั้นอาจจะ…
เป็นคนใกล้ตัว..หรือวัยรุ่นที่ดูเงียบขรึม
ดังเช่นที่ในอดีตเคยพบผู้ก่อเหตุแบบนี้

อนึ่ง หากพลิกแฟ้มย้อนดูกันถึง “โลนวูล์ฟ (Lone Wolf)” ที่แปลได้ว่า “หมาป่าโดดเดี่ยว” นั้น จริง ๆ กรณีนี้เป็นเรื่องทางความมั่นคง…ที่เกี่ยวกับการก่อความไม่สงบ-ก่อการร้าย ซึ่งในหนังสือชื่อ “Lone Wolf” ของหลักสูตรการพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ สำหรับผู้บริหาร ที่จัดทำไว้โดยผู้ที่ศึกษาหลักสูตรนี้ มีเนื้อความส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า… “สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุด ไม่ใช่ปฏิบัติการก่อการร้ายครั้งใหญ่ แต่เป็นการลงมือก่อเหตุร้ายแบบฉายเดี่ยว”
ที่ผู้ลงมือก่อเหตุ…“ลงมือเพียงคนเดียว”
ก่อเหตุฉายเดี่ยว… “คนเดียวเพียงลำพัง”
จนเป็นที่มาของชื่อ…“หมาป่าโดดเดี่ยว”
ทั้งนี้ มาถึงบรรทัดนี้ก็อาจมีหลาย ๆ คนที่มีปุจฉา… “แล้วโลนวูล์ฟนี่เกี่ยวอะไรกับเหตุร้ายที่เกิดในไทยเมื่อวันก่อน??” ซึ่งกับวิสัชนานั้น…ก็คงต้องบอกว่า “เกี่ยว!!…และต้องกลัว–ต้องระวังโลนวูล์ฟมิติไทย”ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นช็อกสังคมไทยมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง จากการที่ คนคนเดียวก่อเหตุร้ายแรง จนทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายกลาดเกลื่อน!!
เรื่องนี้ก็ไม่อาจมองข้ามเรื่อง “ภัยโลนวูล์ฟ”
และก็ยิ่งชวนให้น่าคิดถึงกรณี “โลนวูล์ฟ!!”
สำหรับภัย “โลนวูล์ฟมิติไทย” นั้น ที่แม้ไม่ใช่เหตุก่อการร้าย…แต่ก็ร้ายแรงกับเหตุ “คนคนเดียวก่อเหตุร้ายแรง” จนส่งผลทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็น “กรณีที่ต้องกลัว–กรณีที่ต้องระวัง” โดยที่“น่าห่วง–น่ากังวลการเลียนแบบ”นั้น… ทั้งผู้สันทัดกรณีด้านความมั่นคง ผู้สันทัดกรณีด้านอาชญวิทยา ผู้สันทัดกรณีด้านจิตวิทยา ต่างก็เคยเตือนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ ภายใต้ “คีย์เวิร์ด” คำว่า… “ฆ่าดะ!!” ไว้ โดยที่ประมวลสรุปความชัด ๆ ได้ว่า…
“พฤติกรรมเลียนแบบ…ที่ทำตามกันในทางที่ไม่ดี…ก็เป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงมากในยุคปัจจุบัน!!… เมื่อมีคนหนึ่งทำ…ก็อาจมีคนอื่นทำตาม!!…ดังนั้น ในเมืองไทย ในสังคมไทย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องระวังเหตุร้ายแบบนี้”
ที่นอกจากจะ“ต้องเฝ้าระวังไม่เกิดซ้ำแล้ว”
ยังจำเป็นต้อง “ระวังการลอกเลียนแบบ”
จากกรณี “ก่อเหตุคนเดียว” แบบโลนวูล์ฟ
ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภัย “โลนวูล์ฟมิติไทย” ที่ว่านี้…กรณีนี้ ก็ได้เคยมีการสะท้อนเตือนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้อีกว่า… “จุดเปิดสวิทช์ก่อเหตุ”ในไทยยุคปัจจุบันมีมากมายหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเพราะ…ปัญหาสุขภาพจิต เพราะ…รัก-โลภ-โกรธ-หลง เพราะ…น้อยใจ คับแค้น รวมถึงเพราะ…สิ่งเสพติด …เหล่านี้ล้วนอาจจะเป็น “จุดเปิดสวิทช์ฆ่าดะ!!”ได้ไม่แพ้กัน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้แต่กับคนที่เคยสุภาพเรียบร้อย ซึ่ง จุดเปิดสวิทช์ที่สำคัญคือปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เร้าหรือกระตุ้นที่ทำให้เกิดการก่อเหตุร้าย ๆ และในยุคปัจจุบันที่ในไทยก็เป็น “ยุคออนไลน์-ยุคโซเชียลมีเดีย” แพร่หลาย โดยที่ “มีอะไร ๆ ในทางลบ-ในทางร้ายแฝงซ้อนอยู่ด้วยมากมาย” นี่ก็อาจ “เป็นปัจจัยเปิดสวิทช์โลนวูล์ฟฆ่าดะได้”เช่นกัน!! ที่ก็อาจจะเป็นได้ทั้งช่องทางรับรู้และเรียนรู้ในสิ่งผิด ๆ และเป็นแรงผลักดัน และเป็นปัจจัยกระตุ้น ทำให้เกิดการกระทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ รวมถึง…
“อาจเป็นสวิทช์กระตุ้นให้ก่อเหตุร้ายแรง”
แบบ “โลนวูล์ฟ” หรือ “เดี่ยวสังหารหมู่!!”
ทั้งนี้ คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าหากจะ “ป้องกันภัยโลนวูล์ฟมิติไทย” จะมีวิธีอย่างไร?? โดยเฉพาะ “โลนวูล์ฟเด็ก–เยาวชน”… โดยเรื่องนี้ได้เคยมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจำแนกเป็นด้านต่าง ๆ ไว้ ดังนี้… เพื่อการแก้ไข กรณีนี้ก็ต้องใส่ใจทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจทำให้เกิดเหตุร้าย ๆ อันไม่พึงประสงค์ ในขณะที่ เพื่อการป้องกัน กรณีนี้ แนวทางป้องกันภัยโลนวูล์ฟในทางความมั่นคงก็น่าจะประยุกต์ใช้ได้ เช่นเรื่องอาวุธ…อย่าง “ปืน” ต้องมิให้มีอยู่ในครอบครองของเด็ก-เยาวชน เป็นต้น เพราะผู้ที่ก่อเหตุมีอาวุธร้ายแรงในมือ…ผลการก่อเหตุจึงร้ายแรงตามไปด้วย…
ส่วนกรณี “เหตุร้ายที่เด็ก–เยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุ” นั้นเรื่องนี้มีการให้แนวทางที่เป็นการแก้ไขและป้องกันไว้ว่า…ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม รัฐ ต้องใส่ใจทำความเข้าใจ โดยครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม รัฐ ต้องใส่ใจเรื่องนี้จริงจัง ดังนั้น หลังเกิดเหตุช็อกสังคมไทยเมื่อวันก่อน กรณีนี้ก็ต้องเข้มงวดในเรื่องต่าง ๆ และ “ต้องไม่เป็นเพียงไฟไหม้ฟาง” อย่างไรก็ดี กับการ “ตัดไฟแต่ต้นลมในทุกปัจจัย” นั้น ก็เป็นสิ่งที่ “มิอาจมองข้าม” อีกต่อไปโดยที่ต้องย้ำเตือนไว้นั้น วันนี้ไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า… “ภัยเงียบ” รูปแบบนี้ กำลังเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวคนไทยมากเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การป้องกันย่อมดีกว่าตามแก้ปัญหาปลายเหตุ และอย่าปล่อยให้การลอกเลียนแบบลุกลามไปมากกว่านี้…โดยสามารถทำได้ด้วยการที่ทุกฝ่ายนั้น…
ต้องร่วมมือกันจริงจัง “ปิดสวิตช์ความรุนแรง”
ที่ “ความปลอดภัย” ของสังคมไทยจากภัยนี้
ขึ้นกับการ “แก้ไขป้องกันจริงจัง” ตั้งแต่วันนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



