เพราะแม้ในปัจจุบันสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยจะดูเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ที่พบเห็นได้ในแทบทุกวงการ เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน และในหลายกรณีถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

จนผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่า การโกงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก หากต้องการให้ตัวเองได้รับประโยชน์หรือเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

แต่! สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการทุจริตที่เกิดขึ้น คือ “ความเคยชิน” ของสังคมที่มีต่อการโกง เมื่อทุกคนเริ่มมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังไม่กล้าร้องเรียน หรือคิดว่า ร้องเรียนไปก็เท่านั้น…

ความคิดเช่นนี้ ย่อมเท่ากับสนับสนุนให้ปัญหาคอร์รัปชัน ยิ่งขยายตัว และฝังรากลึกลงไปในระบบเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

ล่าสุด ผลสำรวจของคณะทำงาน Zero Corruption ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. สะท้อนภาพที่น่าห่วงอย่างชัดเจน โดยพบว่า 89% ของภาคธุรกิจไทย มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ที่สำคัญกว่านั้น ผลสำรวจยังสะท้อนสัญญาณอันตรายว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า “โกงต้องแก้ได้” ไปสู่ความเชื่อว่า “การโกง…แก้ไม่ได้”

นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่ากลัวกว่าตัวเลขคดีทุจริตเสียอีก เพราะหากสังคมหมดศรัทธาว่าปัญหาคอร์รัปชันสามารถแก้ไขได้ ต่อให้มีกฎหมาย มีหน่วยงานตรวจสอบ หรือมีกระบวนการยุติธรรมมากเพียงใด ก็อาจไม่สามารถสร้างพลังให้ประชาชนลุกขึ้นมาร่วมต่อต้านการโกงได้

ผลสำรวจเดียวกันยังระบุว่า 51.2% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน ขณะที่ 52.3% ไม่เชื่อมั่นในช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ

ที่น่าคิดคือ เมื่อประชาชนไม่มั่นใจว่าการแจ้งเบาะแสจะนำไปสู่การแก้ปัญหา และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้รับความคุ้มครองเพียงพอ การเลือก “นิ่งเฉย” จึงกลายเป็นทางออกที่หลายคนมองว่าปลอดภัยกว่า

ตัวเลขจึงสะท้อนต่อไปว่า 43.7% ระบุว่า แม้พบการเรียกรับผลประโยชน์ก็ “ไม่กล้าร้องเรียน” ขณะที่อีก 60.9% ของผู้ขออนุญาตจากภาครัฐ พบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทน

ทั้งหมดนี้กำลังบอกสังคมไทยว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่ได้แทรกตัวอยู่ในกระบวนการติดต่อระหว่างประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น หากมองเฉพาะสถานการณ์ในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับคดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวนมาก โดย ACT จัดทำ “บัญชีดำคอร์รัปชัน” หรือ Hall of Shame ซึ่งมีประมาณ 13 กรณี

ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ซึ่งมีการประเมินมูลค่าสินบนราว 4,500 ล้านบาท กรณีการกักตุนน้ำมันเถื่อนกว่า 57 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,300 ล้านบาท กรณีโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท รวมถึงกรณีคดีสินบนทองคำหนัก 246 บาท เป็นต้น

ขณะที่อีก 2 กรณีที่ยังเป็นที่จับตาของสังคมอย่างต่อเนื่อง คือเรื่อง การฮั้ว สว. และ คดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งถูกจับตามองว่าจะเดินหน้าไปสู่บทสรุปอย่างไร และท้ายที่สุดแล้วจะสามารถนำไปสู่ข้อยุติที่ชัดเจนให้สังคมยอมรับได้หรือไม่

ต้องยอมรับว่า “คอร์รัปชันยุคใหม่” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับสินบนหรือการกระทำผิดกฎหมายแบบตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่รูปแบบการแสวงหาผลประโยชน์มีความซับซ้อนมากขึ้น

ความท้าทายของประเทศไทยในเวลานี้ จึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดการ “คดีทุจริตรายกรณี” แต่ต้องย้อนกลับไปแก้ที่โครงสร้างและประสิทธิภาพของระบบราชการ ระบบกำกับดูแล ตลอดจนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมด้วย

“ดร.มานะ นิมิตรมงคล” ประธาน ACT จึงออกมาเรียกร้องให้สังคมไทยเปลี่ยนความเชื่อจาก “โกงแก้ไม่ได้” ให้กลายเป็น “โกงได้…ก็แก้ได้” โดยหัวใจสำคัญคือทุกคนต้องร่วมกัน “ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน” ต่อการโกง

การต่อสู้กับคอร์รัปชันไม่สามารถฝากไว้กับหน่วยงานตรวจสอบเพียงไม่กี่องค์กร แต่ต้องอาศัยพลังจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับการโกงเป็นเรื่องปกติ

เหนืออื่นใด สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้ “ความสิ้นหวัง” กลายเป็นชัยชนะของคอร์รัปชัน

เพราะหากวันหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าโกงก็โกงไป ร้องเรียนก็ไม่มีประโยชน์ ตรวจสอบก็ไม่เกิดผล และสุดท้ายไม่มีใครต้องรับผิดชอบ สิ่งที่ประเทศจะสูญเสียไม่ได้มีเพียงเงินงบประมาณที่รั่วไหลเท่านั้น

แต่กระทบตั้งแต่ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การแข่งขันของภาคธุรกิจ คุณภาพการให้บริการของภาครัฐ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

เงินที่ควรนำไปสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ถนน ระบบสาธารณูปโภค หรือสนับสนุนธุรกิจที่สร้างผลผลิตและการจ้างงาน อาจถูกเบี่ยงเบนไปเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เมื่อเป็นเช่นนั้น ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้ตกอยู่กับผู้โกงเพียงคนเดียว แต่ถูกกระจายไปยังประชาชนทั้งประเทศ

และนี่คือเหตุผลที่เรื่อง “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมายหรือจริยธรรม แต่เป็น ปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง

น่าสนใจว่า …. ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มขยับเพื่อสร้างกลไกป้องกันการทุจริตในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ล่าสุด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ลงนามคำสั่ง Open by Default เพื่อพลิกโฉมการทำงานภาครัฐ โดยยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” หมายความว่า ประชาชนไม่ควรต้องเสียเวลาเดินเรื่องร้องขอข้อมูลจากรัฐทุกครั้ง แต่ข้อมูลภาครัฐควรถูกเปิดเผยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น

ถือเป็นการปักหมุดทิศทางใหม่ของการทำงาน กทม. ที่ต้องการเดินหน้าไปสู่การเป็น “รัฐเปิดเผย”

ขณะเดียวกัน “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ก็ประกาศจับมือกับสถาบันการเงินทุกประเภททั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสกัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และเข้าไปจัดการกับ “ทุนเทา” ในทุกรูปแบบ

เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ “เงินทุจริต” และ “ทุนเทา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาชญากรรม แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ ต้องมองให้ไกลกว่าการจับคนโกงเป็นรายคดี แต่ต้องตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การใช้อำนาจ การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติอนุญาต การเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงเส้นทางการเงินและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

ทั้งหมดทั้งปวงจึงต้องจับตาต่อว่า เมื่อหลายภาคส่วนเริ่มขยับพร้อมกัน ทั้งการผลักดัน “รัฐเปิดเผย” การยกระดับกลไกตรวจสอบ ไปจนถึงการที่แบงก์ชาติและสถาบันการเงินเข้ามาสกัดเงินทุจริตและทุนเทา

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยจะแก้โกงได้หรือไม่”

แต่อยู่ที่ว่า…รัฐบาลจะ “เทกแอ็กชัน” มากแค่ไหน และจะเอาจริงเอาจังกับการแก้คอร์รัปชันเพียงใด?

เพราะถึงเวลาแล้วที่คำว่า “โกงได้…แก้ได้” จะต้องไม่ใช่เพียงคำรณรงค์ แต่ต้องกลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง และถ้าทุกคนช่วยกัน “ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน” วันหนึ่งการโกงอาจไม่ใช่เรื่องปกติของสังคมไทยอีกต่อไป

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่