อีกไม่ถึง 4 เดือน นับถอยหลังสู่วันที่ 1 ม.ค. 2570 กับมาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย อัตรา 17-45 บาทต่อเที่ยว กลไกที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ระบบตั๋วร่วมที่ศึกษากันมายาวนานหลายสิบปี แต่เป็น “บัตร EMV Contactless” หรือบัตรเครดิต-เดบิตที่ประชาชนใช้อยู่แล้ว

กรุงไทยคุมเงิน 8 สาย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ครั้งที่ 3/2569 และคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 มีมติเห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทยเป็นหน่วยงานกลางบริหารจัดการระบบจัดเก็บเงิน หรือ CCH เพื่อบริหารรายได้และคืนเงินส่วนต่างให้ประชาชน ครอบคลุมรถไฟฟ้า 8 สาย  สีเขียว สีทอง สีน้ำเงิน สีแดง แอร์พอร์ต เรล ลิงก์(ARL) สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู

หลักการคือค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย ระบบจะเรียกเก็บตามระยะทางจริง หากเกิน 45 บาท รัฐจะคืนส่วนต่างผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง” หรือบัญชีบัตรที่ใช้เดินทาง ภายใน 3 วันทำการ

เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้โดยสารต้องใช้บัตร EMV จึงจะเข้าระบบค่าโดยสารร่วม หากจ่ายเงินสดหรือใช้บัตรเดิมที่ไม่รองรับ EMV จะต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติของแต่ละสาย เพราะ EMV เป็นช่องทางเชื่อมข้อมูลการเดินทางและจัดสรรรายได้ระหว่างผู้ให้บริการ

ภาระงบประมาณชดเชยส่วนต่างที่รัฐต้องรับผิดชอบ เบื้องต้นประเมินไว้ 5,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย ต้องเจรจากับผู้ประกอบการเรื่องส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 20% และอาจช่วยลดภาระรัฐลงได้บางส่วน

เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมยังไม่มีเงินสะสม จึงต้องเสนอของบกลางมาใช้ในระยะแรก คาดสรุปตัวเลขเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดือน พ.ย. 2569 และขออนุมัติเป็นรายปี เช่นเดียวกับมาตรการ 40 บาทตลอดวันของสายสีแดงและสีม่วง ไปจนกว่าสัญญาสัมปทานสายสีเขียวส่วนหลักจะสิ้นสุดในปี 2572

เขียว-ทองติดขัดหัวอ่าน

สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดง และARLติดตั้งระบบรองรับ EMV แล้ว ส่วนสายสีชมพูและสีเหลืองติดตั้งไว้ที่ประตูพิเศษ (Swing Gate) ข้างห้องจำหน่ายตั๋ว รองรับผู้โดยสารราว 5-8 หมื่นคนต่อวัน แต่สายสีเขียวและสายสีทองยังไม่มีหัวอ่าน EMV พร้อมใช้งาน

สายสีเขียวมีผู้โดยสารกว่า 800,000 คนต่อวัน เป็นเส้นทางที่ผู้ใช้บริการหนาแน่นที่สุดในระบบ จำนวนเครื่องอ่านและจุดติดตั้งต้องเพียงพอกับผู้โดยสาร

เบื้องต้นมีแนวโน้มให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ติดตั้งหัวอ่าน   ซึ่งอาจใช้เวลา 1 ปีถึง 22 เดือน แต่เหลือเวลาไม่ถึง  4 เดือน  จึงต้องหาทางออก ระยะสั้น  โดยให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี พัฒนาบัตร Rabbit เป็น Rabbit EMV พร้อมติดตั้งเครื่องอ่านที่ Swing Gate ไปก่อน อีกทางเลือกคือใช้เครื่อง EDC ซึ่งเป็นหัวอ่าน EMV สำหรับรับชำระเงินทั่วไป

สถานีที่ผู้โดยสารหนาแน่น อาทิ  หมอชิต สยาม อโศก ศาลาแดง และพญาไท  ต้องประเมินจำนวนเครื่องและจุดติดตั้งให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดในช่วงเร่งด่วน  

เร่ง MOU 3 สายเขียว-ทอง-แดง

อีกวาระที่เดินคู่ขนานกัน คือการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสีแดง จากความดูแลของหลายหน่วยงาน มารวมอยู่ภายใต้รฟม.ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569

ขณะนี้รฟม. หารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) บีทีเอสซี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการโอน ทั้งด้านกฎหมาย การประเมินมูลค่าทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงด้านเทคนิคการเดินรถ

ตั้งเป้าร่าง MOU แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2569 ก่อนลงนามอย่างเป็นทางการ ส่วน ARL ยังไม่รวมในกระบวนการ เนื่องจากติดปัญหาการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

ย้อนรอยตั๋วร่วม 14 ปี

เส้นทาง “ตั๋วร่วม” ลากยาวมาหลายปี  หากนับตั้งแต่ปี 2555  ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้งบประมาณศึกษาพัฒนาระบบตั๋วร่วมเป็นครั้งแรก 

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ตอบกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรถึงความล่าช้าของระบบตั๋วร่วมว่า  ช่วงปี 2555-2564 มีการใช้งบประมาณ 3 โครงการ รวม 674.1 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการศึกษาวางแนวทางบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 301.7 ล้านบาท โครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง 337.9 ล้านบาท และโครงการจัดทำแผนกำกับบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 34.5 ล้านบาท

หลังจากนั้นยังศึกษาพัฒนาต่อเนื่อง  ทำให้ยอดรวมตลอด 14 ปี  มีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับหลักพันล้านบาท

บททดสอบอยู่ที่ระบบหลังบ้าน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนได้ใช้จริงๆ ไม่ใช่ตั๋วร่วมใบใหม่ แต่เป็นบัตร EMV ใบเดิมที่มีอยู่แล้วในกระเป๋า โดยภาครัฐต้องเตรียมระบบหลังบ้านให้พร้อม ทั้งหัวอ่าน เครื่อง EDC ระบบเคลียร์รายได้ และการเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการ เพราะหากระบบไม่พร้อม มาตรการที่ตั้งใจลดภาระค่าเดินทาง อาจกลายเป็นภาระใหม่ให้ผู้โดยสาร

บัตร EMV ใบเดิม แต่ระบบต้องไม่เป็นแบบเดิม

ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์

***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่…