ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย หรือสภาดูมา เมื่อเดือน ก.ย. สะท้อนว่า พรรคยูไนเต็ด รัสเซีย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่สนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ยังคงครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภา ท่ามกลางระบบการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด และการกีดกันผู้สมัครจำนวนมากที่มีจุดยืนคัดค้านสงครามของรัฐบาลมอสโกในยูเครน

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ในตำแหน่งประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี ปูตินสามารถรวบรวมอำนาจและควบคุมการเมืองรัสเซียได้อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าที่ชาวรัสเซียจำนวนไม่น้อยเคยคาดการณ์ไว้ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้ง เริ่มส่งผลต่อสถานการณ์ภายในประเทศอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น

การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนต่อเป้าหมายในรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น โดยกรุงมอสโกเผชิญการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อปี 2565 แม้จำนวนพลเรือนรัสเซียที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตยังต่ำกว่าฝั่งยูเครน แต่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้

ขณะเดียวกัน การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ ขณะที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนต่อคลังสินค้าและโครงสร้างพื้นฐาน และผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักบ่งชี้ว่า ชาวรัสเซียบางส่วนเริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการทดสอบระดับเสียงสนับสนุนต่อสงคราม ปูตินอาจนำผลคะแนนมาใช้ประกอบการอ้างว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล และเห็นด้วยกับการเดินหน้าสงครามต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสำคัญที่วางไว้

ก่อนหน้านี้ ปูตินกล่าวถึงผู้ที่เข้าร่วมรบในยูเครนว่าเป็น “นักรบ” และเป็นส่วนหนึ่งของ “ชนชั้นนำชุดใหม่” โดยให้คำมั่นว่าทหารเหล่านี้จะได้รับโอกาสประกอบอาชีพที่มีเกียรติและมีบทบาทสำคัญในสังคมรัสเซีย

เนื่องจากมีทหารผ่านศึกราว 200 คน จากพรรคการเมืองต่าง ๆ มีแนวโน้มเข้าสู่สภาดูมา ปูตินจึงอาจใช้ความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้เป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมอสโกให้ความสำคัญกับผู้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศ และการรับใช้ชาติในสนามรบสามารถนำไปสู่ความก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองได้ ขณะเดียวกัน แนวทางดังกล่าวอาจช่วยส่งเสริมการรับสมัครทหารที่สมัครใจเข้าร่วมสงครามในยูเครนเพิ่มเติม

ปูตินกล่าวซ้ำหลายครั้งว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง โดยอ้างว่า วาระ 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดลงเมื่อเดือน พ.ค. 2567 และยูเครนยังไม่ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม กฎอัยการศึกที่ยูเครนประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2565 ห้ามจัดการเลือกตั้งในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ขณะที่รัฐธรรมนูญยูเครนกำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ปูติน ซึ่งเคยถูกนักการเมืองชาติตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับระบบการเมืองของรัสเซีย อาจใช้การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเพื่อชี้ให้เห็นว่า รัสเซียยังคงจัดการเลือกตั้งตามกำหนด แม้ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม และประชาชนยังสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้

ทั้งนี้ ปูตินมีความต้องการแสดงให้เห็นว่า แม้รัสเซียกำลังเผชิญสงครามและผลกระทบจากความขัดแย้ง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติในระดับหนึ่ง ไม่แตกต่างจากช่วงก่อนสงคราม

อย่างไรก็ตาม การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนที่มีความรุนแรงและขยายลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียมากขึ้น กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลมอสโก และทำให้การบรรลุเป้าหมายของสงครามที่เข้าสู่ปีที่ 5 เป็นไปได้ยากขึ้น

ถึงกระนั้น การเลือกตั้งสภาดูมาซึ่งดำเนินไปโดยไม่มีเหตุการณ์สะดุดครั้งใหญ่ ในประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกและครอบคลุม 11 เขตเวลา ขณะที่ยังคงทำสงครามในยูเครน อาจช่วยให้ปูตินสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ระบบและแนวทางการดำเนินชีวิตก่อนเกิดสงครามยังคงได้รับการรักษาไว้ในระดับหนึ่ง และชีวิตประจำวันยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ประเทศจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง

ปูตินยังปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่เขาเรียกว่า “ไร้สาระ” ซึ่งมาจากยูเครนและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อในชาติตะวันตกว่า รัสเซียอาจดำเนินการระดมพลครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งสภาดูมา เพื่อเพิ่มกำลังทหารในสมรภูมิยูเครน โดยผู้นำรัสเซียระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างความหวาดกลัวและมีเจตนาร้าย

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์สงครามทั้งในรัสเซียและต่างประเทศยังคงแสดงความกังวลว่า ปูตินอาจใช้ผลการเลือกตั้งเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจดำเนินมาตรการดังกล่าว โดยหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกประเมินว่า รัสเซียเผชิญความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ และรัฐบาลมอสโกต้องการเร่งยึดครองพื้นที่เพิ่มเติมในยูเครน

นอกจากนี้ นักวิจารณ์กลุ่มเดียวกันยังวิตกว่า ทางการรัสเซียอาจเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการควบคุมภายในประเทศ หลังมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องรักษา “บรรยากาศเชิงบวก” เพื่อสร้างภาพความสงบเรียบร้อยในช่วงก่อนการเลือกตั้งอีกต่อไป

หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตามองคือแผนการที่ทางการรัสเซียเคยเสนอให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ใช้บริการที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตข้อมูลจากต่างประเทศเกิน 15 กิกะไบต์ต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวถูกมองว่าอาจมีเป้าหมายเพื่อควบคุมผู้ที่ใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือวีพีเอ็น ในการเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ถูกสั่งห้ามในรัสเซีย อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทางการรัสเซียยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า จะนำแผนดังกล่าวกลับมาดำเนินการอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS