ถือเป็นคดีสำคัญทางการเมือง และมีผลต่อสถานะของ ฝ่ายบริหาร และ นิติบัญญัติ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ออกมาเป็นลับต่อ การจัดการเลือกตั้งทั่วไป ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น นำมาสู่ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ได้ สส. มากถึง 192 ที่นั่ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยศาล รธน. ไต่สวนพยานคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาล รธน. มาตรา 213 กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสส. เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบ และจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือ บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนน มิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อ รธน. มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ทั้งนี้ศาล รธน.กำหนดประเด็นที่จะพิจารณาวินิจฉัย แล้วนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 69 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาล รธน. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค.2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทั้งนี้วันนัดฟังคำวินิจฉัยมี การถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียง และศาล รธน.อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณี และบุคคลที่ศาล รธน.เห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รธน. พ.ศ.2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง

ขณะที่ “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรณีศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย. 69 พร้อมมอง 4 ฉากทัศน์ โดยระบุดังนี้ 1.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ด ไม่ผิด ไม่สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ยังเป็นความลับ ไม่ขัด รธน. ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป ไม่ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง 2.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อที่มีบาร์โค้ด สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากมีหมายเลขบัตรที่ตรงกับต้นขั้วแต่ละใบ การสืบย้อนไม่ต้องอาศัยบัญชีรายชื่อ ต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งมาประกอบกัน ตามคำชี้แจงของ กกต. เพียงแต่สังเกตลำดับของการเดินเข้าใช้สิทธิ เทียบกับบัตรที่ถ่ายเวลานับคะแนน ก็รู้ได้ว่าใครเลือกใคร การออกแบบบัตรดังกล่าวจึงขัดรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงมิให้ กกต.ใช้บัตรในรูปแบบดังกล่าวในอนาคต แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ 3.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อผิด รธน. และให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรบัญชีรายชื่อ 4.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อผิด รธน. ซึ่งเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งทั้งระบบ จึงสั่งให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่ขัด รธน. กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
ที่น่าสนใจในระหว่างร่วมเวทีเสวนา “ถอดบทเรียน (อีกครั้ง) กับการเลือกตั้ง สส.” จัดโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาสะท้อน ปัญหาการเลือกตั้ง ครั้งล่าสุด โดยหนึ่งในนั้นคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อที่บอกรหัสบัตรเป๊ะๆ และแต่ละบัตร มีบาร์โค้ดต่างกัน ซึ่งเขาเห็นว่า “ขัดหลักลับ”
“การออกเสียงลงคะแนนลับหรือไม่ คำถามสำคัญ ไม่ใช่ตรวจสอบย้อนหลังยากหรือง่าย แต่คือตรวจสอบได้หรือไม่ว่าใครกาใคร ดังนั้นไม่ต้องดูว่าการเข้าถึงต่างๆ ทำได้ยากหรือง่าย แค่ดูว่าทำได้หรือเปล่า ถ้าทำได้เพราะบัตรแต่ละใบมีบาร์โค้ดก็ขัดแล้ว แต่ถ้าทำไม่ได้เหมือนบัตรสีเขียว ยังถือว่าการออกเสียงยังลับ” นายพริษฐ์ กล่าว และว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบจาก กกต. ว่าใครคิดบาร์โค้ดขึ้นมา, ทำไมต้องมีบาร์โค้ด ซึ่ง กกต. เคยชี้แจงว่าใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขนบัตรข้ามหน่วย จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การบริหารจัดการด้วยวิธีอื่น เพราะบัตรเลือก สส.เขต หรือบัตรลงประชามติ ก็ไม่มีบาร์โค้ด, พอมีบาร์โค้ด วันนั้นใครรู้บ้าง เพราะถ้าข้อมูลรั่วไหลไปถึงผู้สมัคร ผู้สมัครคนนั้นๆ จะสามารถใช้ข่มขู่ในการลงคะแนนได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือปัญหาใหญ่ คงต้องรอดูว่าศาลจะมองอย่างไร แต่ขั้นต่ำของตนคือต้องไม่มีบาร์โค้ด หรือรหัสอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ถ้าหากคำวินิจฉัยของศาล รธน. ชี้ว่า บาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นั่นหมายว่า ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายบริหารต้องพ้นสถานะ กระบวนการนิติบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องสิ้นสุดลง ซึ่งหมายความว่า แต่ละพรรคเข้าสู่สนาม ช่วงชิงความเป็น ตัวแทนประชาชนอีกครั้ง
ส่วนการสำรวจคะแนนนิยมของพรรคการเมือง ในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-23 ก.ย. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึง บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.72 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 19.80 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.76 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 11.28 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 5.68 ระบุว่าเป็น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) อันดับ 7 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 2.36 ระบุว่าเป็น พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร (พรรครักเมืองไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.52 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 11 ร้อยละ 1.48 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 12 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 13 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) และร้อยละ 2.44 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) น.ส.รักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ)
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึง พรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 18.44 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.08 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 4.68 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี อันดับ 7 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.80 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และพรรครักเมืองไทย ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 9 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 10 ร้อยละ 1.52 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.76 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคไทรวมพลัง พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคพลวัต และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจที่เกิดขึ้นจะเห็นว่า คะแนนนิยมของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากนี้จะต้องเร่งพิสูจน์ผลงาน ในฐานะฝ่ายบริหาร เพื่อทำให้ประชาชนพอใจ อีกทั้งยังต้องเผชิญ กระบวนการตรวจสอบ ผ่านทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นบททดสอบทางการครั้งสำคัญ แม้เสียงจะมากกว่าฝ่ายค้านอย่างท่วมท้น แต่หากฝ่ายค้านมีข้อสำคัญ อาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นกัน
ขณะที่นโยบายที่จุดขายของรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คือการปฏิรูประบบราชการ โดย “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เปิดเผยถึงทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพลภาครัฐว่าที่เป็นข้าราชการหรือหน่วยงานราชการในภูมิภาคว่า อัตรากำลังข้าราชการในส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทิศทางจะไม่มีการตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก อีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละส่วนราชการต่างคนต่างทำงาน โดยไม่ขึ้นตรงหรือรายงานต่อผู้ว่าฯ

“ทิศทางอัตรากำลังภาครัฐจากนี้ ต้องไม่มีการตั้งเพิ่ม มีแต่ทรงกับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่เริ่มปรับลดและจัดระเบียบตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณ ด้านบุคลากรจะสั่งสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ข้าราชการและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในระดับภูมิภาคต้องเข้ามาร่วมทำงานขึ้นตรง และอยู่ในการบริหารของผวจ.เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและสั่งการ รวมทั้งลดภาระงบประมาณในอนาคต นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปเร่งสำรวจและเร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมแล้วกลับมารายงานเป็นระยะๆ
ด้าน “น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ” เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงประมาณ 80% ซึ่งในส่วนนี้ทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปทบทวนความจำเป็น และรูปแบบการทำงานในภูมิภาคและจังหวัด ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เพื่อลดภาระงบฯ ในอนาคต
“ตอนนี้ในจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการไปประจำในพื้นที่กันมาก พอผู้ว่าฯ เรียกประชุมที่มีหัวหน้าส่วนราชการมาร่วม ประชุมถึง 200 หน่วยงาน ซึ่งเห็นถึงความซ้ำซ้อน แล้วการสั่งการโดยผู้ว่าฯ ให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันก็ยาก ซึ่งต้องมีการปรับปรุง ลดความซ้ำซ้อนในส่วนนี้” เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าว
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวอีกว่า สำหรับ มาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐ ยืนยันว่า มติ ครม. ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างข้าราชการออก แต่จะใช้ โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) และมาตรการเกษียณแล้วตัด หรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุคนใหม่ทดแทนในตำแหน่งซ้ำซ้อนที่เกษียณภายใน 5 ปีนี้ นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ มาใช้ประมวลผลงานธุรการและคำนวณอัตรากำลังอิงตามปริมาณธุรกรรมจริงในแต่ละโต๊ะทำงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างส่งกลับมายัง ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือนตามมติ ครม.ที่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ จากนั้น ก.พ.ร.จะวางแผนในการทำงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานอีกครั้ง
จากนี้ต้องรอบทสรุปจากการปรับปรุง โครงสร้างกำลังพลภาครัฐ ในส่วนข้าราชการหรือหน่วยงานราชการในภูมิภาคว่า อัตรากำลังข้าราชการในส่วนภูมิภาค จำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทิศทางจะไม่มีการตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิด ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก อีกทั้ง ผวจ. ไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีมข่าวการเมือง



