แม้ว่าในปัจจุบันแรงส่งทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ก็มีอยู่จำนวนไม่มากนัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 2.3% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.8% ในปีหน้า

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามขึ้นมากกมายว่า สุดท้ายแล้ว น้ำท่วมในรอบนี้จะดึงเศรษฐกิจไทยให้โตต่ำลงไปอีกแค่ไหน?

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า หากน้ำท่วมขังอยู่ไม่นาน มาแล้วไปในเวลาไม่กี่วัน พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญไม่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากนัก โดยน้ำไม่ท่วมขังเป็นแรมเดือน เหมือนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 ก็เชื่อได้ว่าผลกระทบต่อจีดีพีก็คงมีไม่มากนัก

แต่สภาพที่เกิดขึ้นสถานการณ์น้ำท่วมได้ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้ง กรุงเทพฯ ปริมณฑล นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่การผลิต รวมไปถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งในพื้นที่หลัก

ดังนั้น! จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใด ๆ ที่ทุกคนจะเห็น “ความโกลาหล” ดั่งที่เกิดขึ้น  จนลุกลามทำให้ “เศรษฐกิจช็อก” ทั้งที่ เหตุการณ์น้ำท่วม เป็นสถานการณ์ที่คนไทยต่างคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้กันอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ชัดเจนมากว่า ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านเรือนและพื้นที่เกษตร แต่ลามเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงซัพพลายเชนทั่วประเทศ  

มีการประเมินจากธนาคารโลกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แน่นอนว่า น้ำท่วมในครั้งนี้ ไม่สามารถนำตัวเลขปี 2554 มาทาบตรงๆ ได้ เพราะสถานการณ์ พื้นที่ได้รับผลกระทบ และระบบป้องกันน้ำแตกต่างกันมาก

แต่บทเรียนที่เกิดขึ้น กำลังบอกว่า จุดอันตรายไม่ได้อยู่ที่น้ำท่วมบ้านประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่น้ำท่วมได้หยุดเครื่องจักรเศรษฐกิจเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกำลังซื้อ

ต่อให้ปัญหาน้ำท่วมลดลง แต่ปัญหาก็ไม่ได้ลดลงตามทันที  บ้านเรือนที่เสียหายก็ต้องหาเงินกู้เงินมาซ่อมแซม พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องหาเงินทุนหมุนเวียนมาเปิดกิจการใหม่ เกษตรกรก็ต้องลงทุนใหม่  ส่วนเอสเอ็มอีที่อ่อนแออยู่แล้วก็มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีก

นี่… จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจไทยในเวลานี้  ต่อให้ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อจีดีพี โดยตรงไม่สูงมาก

แต่ถ้าน้ำท่วมไปทำให้ครัวเรือนและธุรกิจที่เปราะบางอยู่แล้วมีหนี้เพิ่มขึ้น ก็อาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะกลาง มากกว่าตัวเลขจีดีพี ที่หายไปในไตรมาสเดียว

รัฐบาลจึงปฎิเสธไม่ได้ ที่จะต้องจัดมาตรการระยะสั้น ต้องทำให้เงินถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด  ทั้งการช่วยเหลือครัวเรือน เกษตรกร และเอสเอ็มอี  รวมไปถึงการเปิดเส้นทางขนส่งและฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดนานเกินไป

แต่สิ่งที่ต้องทำคู่กันคือการลงทุนป้องกัน เพราะข้อมูลของธนาคารโลกชี้ว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูง และกรุงเทพฯ รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมโดยรอบยังมีความเปราะบางต่อเหตุการณ์น้ำท่วมขนาดใหญ่

หากประเทศไทยยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากทุกครั้งที่น้ำท่วม เพื่อซ่อมถนน ซ่อมสะพาน เยียวยาเกษตรกร ช่วยธุรกิจ และฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ก็เท่ากับว่าเงินที่ควรนำไปสร้างศักยภาพใหม่ของประเทศ ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อซ่อมของเดิม เข้าให้อีก

ดังนั้น! ไม่ต้องมานั่งถอดบทเรียนอะไรใดๆ กันแล้ว แต่ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่น้ำท่วมที…แก้ที

อย่าลืมว่า…ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เพียงแค่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเท่านั้น!!  แต่ยังเป็นภัยต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะซวนเซไปไม่น้อยเช่นกัน!.

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่