แม้ทั้งสองเรื่องดูจะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองเรื่องกลับคนละเรื่องเดียวกัน เพราะมีต้นเหตุของปัญหามาจากที่เดียวกัน
จัดระเบียบไทยพีบีเอส
เรื่องไทยพีบีเอส แม้ส่วนใหญ่จะมองถึงผลกระทบเชิงสังคมและการเมือง ห่วงว่าสื่อสาธารณะอาจถูกรัฐเข้ามาครอบงำ จนเสียตัวตนจากความเป็นอิสระ แต่อีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การที่รัฐบาลเข้ามาจัดระเบียบแหล่งรายได้ของรัฐใหม่ เนื่องจากในทุกวันนี้ไทยพีบีเอส ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือภาษีบาปปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งไม่จัดเป็นงบประมาณ และไม่นับเป็นรายได้ของรัฐบาลด้วย
เหตุผลนี้สำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่ไทยพีบีเอสที่เดียวที่โดน ในเวลาเดียวกันรัฐบาลยังแก้กฎหมายการสนับสนุนงบประมาณกับอีก 3 กองทุนขนาดใหญ่ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนพัฒนากีฬา และกองทุนผู้สูงอายุด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อนำภาษีบาปมานับเป็นรายรับของรัฐบาลก่อน และค่อยจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายภายหลัง ซึ่งหากทำสำเร็จ ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ จะทำให้หลวงมีรายได้เข้ามาเพิ่มไม่ต่ำกว่าปีละ 14,000-15,000 ล้านบาท
ฟื้นเก็บภาษีเที่ยวนอก
ต่อมาข้ามไปดูเรื่องภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทบ้าง ซึ่งก่อนหน้ามีข่าวแพลมออกมาว่า รัฐบาลอยากเก็บภาษีตัวนี้ แต่ก็ยังไม่มีแอ็กชันออกมาชัด จนกระทั่งล่าสุดเมื่อ 30 ก.ย.69 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรก็ซุ่มเงียบประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. …… เพื่อรื้อฟื้นการจัดเก็บ “ภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ” อีกครั้ง โดยรอบนี้จัดเก็บจากผู้เดินทางทุกสัญชาติที่เดินทางออกนอกประเทศทางเครื่องบิน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ 1,000 บาทต่อครั้ง
ทั้งนี้เป้าหมายของกระทรวงการคลังมีความชัดเจนว่า เพื่อต้องการสร้างรายได้เพิ่มแก่รัฐบาล โดยการเลือกแนวทางนี้ กระทรวงการคลังมองว่ามีความเหมาะสม เพราะคนที่มีกำลังบินออกนอกประเทศได้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังการใช้จ่ายอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นการรีดเลือดจากปู หรือเก็บภาษีแบบเหมารวมจนกระทบทุกกลุ่ม ทั้งคนรวย คนจน
โกยรายได้ 3 หมื่นล้าน
แต่แน่นอนเรื่องเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำใจพร้อมลุยไฟอยู่แล้ว เพราะกระทบกระเทือนต่อประชาชนจำนวนมาก มิหนำซ้ำรอบนี้ยังสุ่มเสี่ยงต่อการทุบหม้อข้าวตัวเองในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอีกด้วย เพราะหากเก็บภาษีส่วนนี้เพิ่ม ก็ย่อมทำให้ต้นทุนค่าเดินทางของชาวต่างชาติแพง และอาจทำให้การท่องเที่ยวอยู่ในภาวะซบเซาลง
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อบวกลบคูณหารแล้ว รัฐบาลมองว่ามีความจำเป็นที่ต้องบากหน้าต่อเพื่อแลกกับรายได้เข้าคลัง โดยประเมินว่า หากรัฐเก็บภาษีเดินทางออกนอกคนละ 1,000 บาท จะทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000-35,000 ล้านบาทต่อปีทีเดียว เพราะแต่ละปีมีคนไทยบินเที่ยวนอกปีละ 13 ล้านคน บวกกับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยและบินกลับไปไม่ต่ำกว่าปีละ 22 ล้านคน

ปะกระเป๋ารัฐบาล
ดังนั้นเมื่อนำทั้ง 2 เรื่องมาประมวลผลแล้ว ทั้งการยกเลิกภาษีบาปอุดหนุนไทยพีบีเอส และ 3 กองทุน บวกกับเรื่องเก็บภาษีเดินทางออกนอก จึงถือเป็นเรื่องเดียวกัน ที่จะช่วยปะตูดขาดทางการคลังให้รัฐบาล เพราะที่ผ่านมาฐานะการคลังไทยอ่อนแอมาก ประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณมาหลายสิบปี จนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายสำนักแสดงความกังวล และมีแนวโน้มที่อาจปรับลดเครดิตประเทศไทยลงไปอีก
ทั้งนี้ ประเมินคร่าว ๆ รายได้ทั้ง 2 ก้อนนี้ หากรัฐทำสำเร็จจะมีรายได้เข้าหลวงอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 5 หมื่นล้านบาททีเดียว ซึ่งเงินมากขนาดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งในยามที่รัฐบาลกำลังถังแตกแบบนี้
แผนการคลังบีบคอหอย
แต่จะว่าไปปัญหาฐานะทางการคลัง ถือเป็นปัญหาที่หมักหมม สะสมมายาวนาน หลายรัฐบาลวาดฝันอยากจัดทำงบประมาณแบบ “สมดุล” แต่ไม่เคยทำสำเร็จเสียที เพราะส่วนใหญ่ถนัดแต่กู้มาแจก หาเสียงไปวัน ๆ แต่มาถึงวันนี้ รัฐบาลชุดนี้จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้แล้ว เพราะกำลังเจอไฟต์บังคับ จากการทำแผนการคลังระยะปานกลาง ฉบับล่าสุดปี 2570–2573 ซึ่งรัฐบาลเองเดินสายนำไปให้คำมั่นสัญญากับบริษัทเครดิตเรทติงว่า จะทำให้ได้เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ รักษาวินัยการเงินและพยุง “เครดิต” ของประเทศไว้ โดยมีเป้าหมาย ต้องลดการขาดดุลลงต่ำกว่า 3% ของจีดีพีให้ได้ในปี 72
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูไส้ในของแผนการคลังระยะปานกลางนี้ แสดงภาพให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยต้องลดสัดส่วนการขาดดุล
งบประมาณลงแบบต่อเนื่อง ทั้งการคุมรายจ่าย และเพิ่มรายได้ โดยปี 70 คาดว่ารัฐบาลมีรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท แต่งบรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องขาดดุลกู้เงินมาเติมอีก 7.88 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.9% ของจีดีพี แต่หลังจากนั้นจะค่อย ๆ รัดเข็มขัดลดการขาดดุลลงเรื่อย ๆ จนเหลือ 4.81 แสนล้านบาท หรือลดขาดดุลเหลือเพียง 2.1% ในปี 73
ผ่าทางตันปฏิรูปภาษี
แต่การลดขาดดุลงบประมาณ ก็ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ และความเปราะบางทางการคลัง สะท้อนผ่านรายได้รัฐบาลต่อจีดีพีที่ลดเหลือแค่ 14.9% สวนทางกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการ และค่ารักษาพยาบาล ที่กินสัดส่วนไปถึง 70-80% ของงบทั้งหมด จนแทบไม่เหลือเงินไปใช้ลงทุนพัฒนาประเทศ ไม่นับรวมภาระผูกพันตามมาตรา 28 ก็บานปลายเฉียด 30.21% ของงบประมาณ
ทางออกที่จะช่วยรัฐบาลผ่าทางตัน รักษาเครดิตประเทศได้สำเร็จนั้น คือการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เพื่อหารายได้จากภาษี
ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม เริ่มต้นจากภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมตอนนี้ หรือข่าวโยนหินถามทางเป็นระยะในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% รวมถึงรัฐบาลก็ต้องรัดเข็มขัดควบคุมรายจ่ายด้วย เช่น ข่าวการปฏิรูปราชการ เออร์ลีรีไทร์ ลดขนาดข้าราชการลง รวมถึงดึงเอกชนมาร่วมลงทุน การคุมเข้มวงเงินมาตรา 28 ไม่ให้เกิน 32%
ได้คุ้มเสียหรือไม่
แต่ถามว่าการที่รัฐบาลพยายามทำสิ่งเหล่านี้ จะสำเร็จหรือไม่ และจะคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี เพราะแค่การเปิดรับฟังความเห็น ออกกฎหมายเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ก็มีเสียงคัดค้านทั่วสารทิศว่าอาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการที่ภาครัฐจะมีรายได้จากภาษีเดินทางต่างประเทศเพิ่มเพียง 30,000 ล้านบาท แต่อาจทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเงินหมุนเวียน 2-3 ล้านล้านบาทต้องพังลงได้
ทั้งนี้ในมุมมองของภาคเอกชนอย่าง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทในช่วงนี้ โดยมองว่าเป็นจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน หรือแม้แต่ไต้หวันที่จัดโปรโมชันแจกเงินมาดึงดูดนักท่องเที่ยว ดังนั้น การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตอบแทน อาจกระทบความรู้สึกของนักท่องเที่ยว และทำให้ยอดเดินทางลดลง และอาจสูญเสียตลาดไปให้จีนกับเวียดนามในระยะยาว
ซ้ำเติมนักท่องเที่ยว 3 เด้ง
ขณะที่สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ห่วงว่าการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ จะสร้างภาระซ้ำเติมให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อาจโดนผลกระทบถึง 3 เด้ง จากช่วงกลางปีเพิ่งมีการขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (พีเอสซี) ของสนามบินจาก 730 เป็น 1,120 บาท และไม่นานมานี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็พิจารณาเก็บค่าเหยียบแผ่นดินนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกหัวละ 450 บาท และถ้ายังมาโดนภาษีเดินทางออกนอกประเทศอีก จะทำให้นักท่องเที่ยวมีภาระสูงเกิน จนอาจตัดสินใจไม่มาเที่ยวไทยก็เป็นได้ ไม่เพียงแค่นั้น ผลกระทบอาจมีถึงธุรกิจสายการบิน ที่ปกติต้องมีการเดินทางทั้ง 2 ขาทั้งขาไปและขากลับ หากเส้นทางไหนมีแต่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา แต่ไม่มีคนไทยบินออกไปเที่ยว ในที่สุดอาจทำให้สายการบินต้องลดหรือยกเลิกเที่ยวบินไปโดยปริยาย
ในเวลานี้เรื่องราวของการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ ยังเป็นหนังม้วนยาวที่ต้องตามดูต่อ เพราะขั้นตอน ณ ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างที่กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบแรกเท่านั้น ยังมีกระบวนการอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับฟังความเห็นรอบสอง รวมถึงต้องผ่านการเห็นชอบใน ครม. และเข้าสภาอีก ซึ่งหากถูกคัดค้าน ต้องดูว่ารัฐบาลยังจะเดินหน้าต่ออีกหรือไม่
ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าภาษีเดินทางออกนอกประเทศจะได้ไปต่อหรือไม่อย่างไร หรือจะเป็นเรื่องของการดึงเงินภาษีบาปจากไทยพีบีเอส ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นการบ้านของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าต่อแน่นอน คือ การแก้ปัญหาขาดดุลการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นทางการคลังให้ได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า หลังจากนี้จึงเชื่อเลยว่า ข่าวการปฏิรูปภาษี เก็บภาษีตัวใหม่ๆ คงไม่หยุดแค่นี้ คงเห็นรัฐบาลทยอยออกภาษีตัวใหม่เข้ามา เพื่อเสริมรายได้ทั้งการคลัง ไม่ว่าจะเป็นภาษีบาป ภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยต้องติดตามดูต่อไป!.
ทีมเศรษฐกิจ



