ประเด็นสังคมนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังความชัดเจนล่าสุดเรื่องการต้องย้ายออกจากที่ตั้งเดิมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย  จากทั้งปัญหาเรื่องที่ดินและการทะเลาะวิวาทต่างสถาบันกับเทคโนโลยีปทุมวัน ที่แม้จะเคยจับมือ“หย่าศึก”กันมาแล้วก็ยังปรากฎเหตุกระทบกระทั่ง โดยเฉพาะจุดที่เป็นพื้นที่สาธารณะ และเสี่ยงลูกหลงกับผู้ไม่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลางคำถามว่าการย้ายจะเป็นทางออกจริงหรือไม่  “ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนย้อนรอยการหย่าศึกสถาบันที่กลายเป็นโมเดลความสำเร็จที่หลายคนพูดถึง หรือที่เรียกว่า“มีนบุรีโมเดล” เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับ“วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี” สถาบันการศึกษาซึ่งในอดีตเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและเคยมีประวัติการกระทบกระทั่งระหว่างสถาบัน แต่สุดท้ายเปลี่ยนผ่านจนสถิติเหตุทะเลาะวิวาทลดลงจนแทบเป็น“ศูนย์” นักศึกษาส่วนใหญ่หันมาทุ่มเทให้กับการเรียนและทำกิจกรรมเพื่อสังคม  

ความสำเร็จเชิงรูปธรรมนี้ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสถาบัน และภาคีเครือข่าย นำแนวทาง“มีนบุรีโมเดล” ขยายผลเป็นต้นแบบยับยั้งความขัดแย้งในสถาบันกลุ่มเสี่ยงอีก 26 แห่งทั่วกทม.

พล.ต.ต. ชรินทร์ โกพัฒน์ตา  รอง ผบช.น.  หนึ่งในผู้มีบทบาทขับเคลื่อน  เล่าถึง จุดเริ่มต้น“มีนบุรีโมเดล” เกิดขึ้นจาก พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี รอง ผบก.น.3 (ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นผู้ริเริ่มขับเคลื่อนและดูแลงานป้องกันการทะเลาะวิวาทในสถานศึกษา โดยลงพื้นที่ประสานงานกับผู้บริหารสถาบันอย่างใกล้ชิด  กระทั่งตนซึ่งรับผิดชอบงานปราบปรามได้นำมายกระดับ และปรับใหม่  เนื่องจากโมเดลเดิมขับเคลื่อนด้วยระดับกองบังคับการ(บก.) แต่ปัจจุบันทางระดับกองบัญชาการ (บช.)เข้ามาดูขับเคลื่อนเรื่องนี้ 

“หัวใจสำคัญของโมเดลนี้ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการคัดกรองตั้งแต่กระบวนการรับสมัครนักศึกษาใหม่ โดยปฏิบัติตามระเบียบข้อ 8 ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด  มีการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อคัดสรรผู้มีความตั้งใจเข้ามาศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อสร้างบารมีในคราบนักเรียนช่าง”

เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้ว สถาบันจะใช้ระบบติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านเพื่อเข้าถึงบริบทครอบครัว การจัดประชุมผู้ปกครองในทุกภาคเรียน ตลอดจนการดึง“สมาคมศิษย์เก่า”ที่มีความเข้มงวดและมีอุดมการณ์ถูกต้อง เข้ามาร่วมดูแล  รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง คอยให้ทุนการศึกษา และปลูกฝังค่านิยมใหม่ในการสร้างชื่อเสียงให้สถาบันผ่านทางความสามารถ ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ การเปลี่ยน“พลังส่วนเกิน”ของเยาวชนให้กลายเป็นประโยชน์ต่อสังคม ถือเป็นอีกหนึ่ง“จิ๊กซอว์สำคัญ” ตำรวจในพื้นที่ร่วมกับสถานศึกษานำนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาตำรวจชุมชนสัมพันธ์  ดึงเด็กช่างที่มีทักษะฝีมือลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน  เช่น การออกหน่วยบริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า  ซ่อมจักรยานยนต์ และล้างเครื่องปรับอากาศให้ชุมชน

“การได้รับการยอมรับและคำชื่นชมจากสังคม กลายเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีที่ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง และละทิ้งความคิดเรื่องการไปก่อเหตุสู้รบกับสถาบันอื่น  ความสำเร็จของโมเดลไม่ได้วัดเพียงแค่ตัวเลขคดีที่ลดลง แต่ยังวัดจากคุณภาพของเยาวชนที่เติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของสังคม”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนมาตรการด้านการป้องปรามและบังคับใช้กฎหมายยังคงดำเนินไปอย่างเข้มงวดและรัดกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้การกวาดขันวินัยจราจรและตั้งด่านสกัดรอบพื้นที่เสี่ยง  มีการขึ้นทะเบียนประวัติยานพาหนะทุกคันของนักศึกษา รวมถึงการเฝ้าระวังบนโลกออนไลน์(Social Media Monitoring) เพื่อตัดวงจรการนัดหมาย ยั่วยุ หรือการรวมตัวไปก่อเหตุ ตลอดจนการจัดทำบัญชีกลุ่มแกนนำ หรือ“หัวโจก” ไว้ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

หากสถาบันใดปล่อยปละละเลย ไม่คัดกรองเด็กจนสร้างปัญหาเดือดร้อน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประสานสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณภาพและพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตทันที

ทั้งนี้ ยอมรับมิติการมองปัญหาความรุนแรงของเด็กช่างยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  เจ้าหน้าที่ไม่มองเด็กที่กระทำผิดว่าเป็นเพียง“ผู้ต้องหา”เท่านั้น  แต่ยังดึงนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เข้ามามีส่วนร่วมสอบสวนและบำบัดรักษา เนื่องจากพบว่าเด็กที่ก่อเหตุมักมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่แตกแยกและขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด  ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ซึ่งระบุชัดเจนว่าผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของบุตรหลาน

“การผนึกกำลังกันของทุกฝ่ายทำให้เหตุทะเลาะวิวาทที่เคยเรื้อรังมากว่า 20 ปี ค่อย ๆ เบาบางลงจนเหลือเพียงการกระทบกระทั่งเฉพาะหน้ากรณีเผชิญหน้ากันบนท้องถนนเท่านั้น การขยายผล“มีนบุรีโมเดล” สู่ 26 สถาบันทั่วกทม. จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการล้างบางตราบาปอาชีวะสายโหด และสร้างมิติใหม่ให้วงการอาชีวศึกษาไทย”

ความสำเร็จส่วนที่เห็นวัดได้จากรายงานผลการขับเคลื่อนแก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในเขต กทม.  จากข้อมูลเปรียบเทียบสถิติเหตุนักเรียนตีกันที่กำลังก่อเหตุ  และเหตุนักเรียนจับกลุ่มจะก่อเหตุ ตั้งแต่ปี 2566 – 2568 พบแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทุกเดือน

ขณะที่ภาพรวมในพื้นที่ บช.น. ตั้งแต่ปี 2564-2568 ตัวเลขเหตุนักเรียนตีกัน ลดลงจาก 589 ครั้ง เหลือเพียง 118 ครั้ง และเหตุนักเรียนจับกลุ่มจะก่อเหตุ ลดลงจาก 407 ครั้ง เหลือเพียง 165 ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2568 กับปี 2567 พบว่าเหตุตีกัน ลดลงถึง 116 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 49.57  และเหตุจับกลุ่มเตรียมก่อเหตุ ลดลง 68 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 29.18.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน