เรื่องการถอดต้นทุนทิพย์ ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง ที่แฝงอยู่ในบิลค่าน้ำมันคนไทยมากว่า 22 ปี มูลค่ากว่า 230,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเป็นของตัวเอง
แล้วทำไม? คนไทยทั้งประเทศที่ต้องใช้น้ำมัน ถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้ง 3 ตัวนี้ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์นี้ ก็…ด้วยตั้งความหวังไว้ว่าจะทำให้ประชาชนคนไทยเลิกตั้งคำถามกันเสียทีว่า … ทำไมประเทศไทย! ราคาน้ำมันไทย! ต้องอ้างอิงกับราคาของประเทศสิงคโปร์
น้ำมันไทยทำไมอ้างสิงคโปร์
ย้อนดูที่ผ่านมาราคา ณ โรงกลั่นของไทย ที่ใช้การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ เพราะเป็นการอ้างอิงราคาตลาดที่มีการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาค โดยกระทรวงพลังงาน อธิบายว่า สูตรที่เคยใช้เป็นการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ แล้วบวกค่าปรับคุณภาพ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง และต้นทุนค่าสำรองน้ำมัน เสมือนว่า น้ำมันถูกขนส่งมาจากสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้… จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่า เมื่อน้ำมันที่ประเทศไทยใช้ส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ แล้วทำไมยังรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ในราคาอ้างอิงด้วย
ตัดเหี้ยนค่าใช้จ่ายทิพย์
หลักเกณฑ์ใหม่ที่ถูกตัดออก ที่เรียกว่า เป็นค่าใช้จ่ายทิพย์ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียที่อ้างอิงการนำเข้าจากสิงคโปร์ออกอย่าง “ถาวร” พร้อมลดองค์ประกอบต้นทุนค่าสำรองในสูตร รวมถึงปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง หักส่วนการสำรอง เพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีออก ตรงนี้เป็นการปรับต้นทุนที่ใช้คำนวณราคา ไม่ใช่การประกาศลดปริมาณสำรองตามกฎหมายเหลือ 2 ใน 3
อย่างไรก็ตามผลจากการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ ช่วยลดภาระประชาชนอย่างไร มีการสรุปตัวเลขว่า ลดภาระไปได้ปีละ 10,839 ล้านบาท ทำให้ราคา ณ โรงกลั่นทุกประเภทลดลงลิตรละ 0.0875–0.3548 บาท คิดเป็นมูลค่า 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือปีละ 10,839 ล้านบาท โดย ดีเซล บี 7 หรือดีเซลที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมีปริมาณใช้มากที่สุดลดลงลิตรละ 0.3548 บาท คิดเป็นปีละ 6,795 ล้านบาท รองลงมา คือ แก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลงลิตรละ 0.3203 บาท คิดเป็นปีละ 2,115 ล้านบาท
งัดทุกเครื่องมือสกัดราคา
การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ใช่เครื่องมือแรกที่รัฐบาลพยายามงัดอออกมาดูแลราคาน้ำมันในช่วงตลาดโลกยังผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ ในแนวสูงอยู่ อย่างก่อนหน้านี้ ’เอกนัฏ“ ก็ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 บี้โรงกลั่นเพื่อดึงกำไรส่วนเกินมาตั้งแต่เดือนเม.ย.69 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลไปแล้ว 8 ครั้ง เรียกผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 31,786 ล้านบาท รวมกับเงินกองทุนน้ำมันที่ใช้ไปกับการดูแลราคาอีก 64,355 ล้านบาท สรุปใช้เงินดูแลราคาน้ำมันให้ประชาชนแล้วรวม 96,141 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ในการประชุมครม.สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ก็ได้ใช้มาตรการทางภาษี ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันไบโอดีเซล บี 20 และแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลิตรละ 5.50–5.60 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ใช้น้ำมัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั้งสองชนิดอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.69 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล บี 20 ถูกกว่าดีเซล บี 7 ลิตรละ 10.04 บาท และอี 20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลิตรละ 8.54 บาท

คนใช้รถไม่ถูกใจลดน้อย
แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจของผู้ใช้รถมากนัก เพราะคนใช้รถส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล บี 7 แต่รัฐบาลก็มองว่า ถ้าช่วยทุกกลุ่มรัฐบาลจะต้องสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล ในขณะที่รัฐบาลต้องหารายได้มาใช้จ่ายให้ประชาชนในเรื่องอื่น ๆ อีกจำนวนมาก จึงต้อง “เลือก” ช่วยเฉพาะที่จำเป็น ซึ่งน้ำมันทั้ง 2 ประเภท มีส่วนผสมไบโอดีเซลเยอะ อีกด้านเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ด้วย
เรียกได้ว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ใช้กลยุทธ์ทั้งการงัดทั้งการแงะนำ 3 เครื่องมือสำคัญ ออกมาใช้กันทั้งหมดแล้ว ทั้งใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ ณ เวลานี้ฐานะของกองทุนฯ ก็อยู่ในสภาพที่ติดลบทะลุไปแล้วกว่า 1.05 แสนล้านบาท หรือจะเป็นเรื่องของการดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น ออกมา รวมไปถึงการรื้อโครงสร้างต้นทุนทิพย์ออก ซึ่งผลจากสารพัดมาตรการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบรรดากลุ่มโรงกลั่น ต่างปรับลดปรับตัวร่วงระนาวกันทั้งกระดานกันทีเดียว
ถ้านำเข้าสำเร็จรูปบวกได้มั้ย
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ที่ใช้นามแฝงว่า “น้องปอสาม” ได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่น่าติดตาม คือ หากบางช่วงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจริง จะมีกลไกรองรับค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายนำเข้าอย่างไร เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกตัดออกจากราคาอ้างอิงแล้ว ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่ควรประเมิน ไม่ใช่จะยืนยันว่า จะเกิดการขาดแคลน
ตปท.ใช้สูตรไหนบ้าง?
อย่าง “เวียดนาม” ประเทศใกล้ ๆ ไทย ใช้ราคาฐานถ่วงน้ำหนักระหว่างน้ำมันนำเข้าและน้ำมันผลิตในประเทศ โดยส่วนของน้ำมันนำเข้ารวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่การคิดต้นทุนนำเข้าเต็มจำนวนกับน้ำมันทุกลิตร
“อินเดีย” มีแนวทาง “เทรด พาริตี้” หรือการผสมผสานระหว่างราคานำเข้า และราคาส่งออก ให้น้ำหนักราคาเสมอภาคการนำเข้า 80% และราคาเสมอภาคการส่งออก 20% ตามกรอบที่พัฒนาขึ้นในปี 49 สัดส่วนนี้เป็นน้ำหนักในสูตร ไม่ใช่สัดส่วนการนำเข้าและส่งออกจริงโดยอัตโนมัติ
ส่วน “มาเลเซีย” ใช้กลไก “เอพีเอ็ม” หรือกลไกการกำหนดราคาอัตโนมัติ โดยอ้างอิงราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดสิงคโปร์และองค์ประกอบต้นทุนที่กำหนด ควบคู่กับการอุดหนุนที่แตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ กลุ่มผู้ใช้ และพื้นที่
ด้วยเหตุนี้…จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สูตรไหน ที่ทำให้ ’ใกล้ตลาด“ หรือ ’เป็นธรรม“ ได้มากกว่ากันเพราะต้องเข้าไปดูรายละเอียดในเรื่องของต้นทุน ในเรื่องของภาษี เงินอุดหนุน และความมั่นคงของอุปทาน ประกอบ
กันด้วย
ใครได้ประโยชน์กันแน่
สำหรับประเทศไทย คำถามดัง ๆ ที่ทุกคนอยากรู้ว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ใครได้ประโยชน์ คนไทยได้ประโยชน์จริงหรือไม่ แล้วนานแค่ไหน เพราะระยะสั้น สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ราคาน้ำมันปรับลดลงไปแล้ว มากน้อยตามช่วงเวลา และราคาน้ำมันในตลาดโลก
สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่การตัดสูตร แต่คือ ประโยชน์ครั้งนี้ ถูกส่งผ่านไปถึงใครบ้าง ราคาหน้าปั๊มเปลี่ยนเท่าไร นานแค่ไหน และมีกลไกรองรับอย่างไรในวันที่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันจริง อีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ก็ต้องสร้างสมดุลให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้าน้ำมัน และโรงกลั่นให้อยู่ได้ด้วยความเป็นธรรม และเหมาะสม ไม่เช่นนั้นถ้าโรงกลั่นโดนบีบจนอยู่ไม่ได้ ต้องปิดตัว หรือหนีออกจากประเทศไทย
หากเกิดขึ้นจริง ไทยไม่มีโรงกลั่นหลงเหลืออยู่ จะทำให้ประเทศไทย ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป 100% ต่อไปประเทศไหน จะขายน้ำมันสำเร็จรูปเท่าไร ก็ต้องยอมซื้อ ไร้อำนาจต่อรองแบบในปัจจุบันที่นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น ถ้าเป็นจริงขึ้นมา คิดแล้วสยอง เพราะจะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติทันที!!.
จบมหากาพย์ต้นทุนทิพย์

“เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ระบุว่า การปรับต้นทุนทิพย์ครั้งนี้ เป็นครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 22 ปี ต่อไปนี้จะคิดราคา ณ โรงกลั่นใหม่ คำนวณจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ประกอบด้วย 1.ต้นทุนน้ำมันดิบนำเข้าเฉลี่ยของทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมัน 2.บวกด้วยค่าการ
กลั่นที่ลิตรละ 2.42 บาท ส่วนต้นทุนอื่น ๆ ที่เหลือ เอาออกจากโครงสร้างทั้งหมด ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง เพราะถือว่า น้ำมันผลิตจากโรงกลั่นในประเทศ รวมถึงปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริงหักส่วนการสำรองเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีออก
“ผมอยากจะทำตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ แต่มีขั้นตอนต่าง ๆ จึงต้องทำให้เรียบร้อยทั้งหมดก่อน ที่ผ่านมาถูกถามมาเยอะ ทำไมเรามีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเอง ไม่มีการขนส่ง แล้วทำไมต้องเสียค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าสูญเสีย เราอิงแค่ราคาสิงคโปร์ แต่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงกลั่นไม่ได้เกิดจริง เสมือนเป็นต้นทุนทิพย์นั้น แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 47 รวม ๆ ผ่านมา 22 ปีไม่มีใครทำอะไร รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 2.3 แสนล้านบาท เป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำ ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีต้องฟ้องร้องกัน แต่เราถือว่า โรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศเรา การอ้างอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว อาจเหมาะกับภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤติสูตรนี้สร้างกำไรส่วนเกิน และเราจะใช้โครงสร้างนี้ถาวร”
นอกจากนี้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานประเมินผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นได้กว่า 33,000 ล้านบาท นำไปใช้ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลรวมกว่า 31,000 ล้านบาท ยืนยันว่า การหักส่วนเกินโรงกลั่น คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤติ ส่วนการถอดราคาทิพย์ครั้งนี้ คือ การแก้ที่โครงสร้าง ต่อให้วิกฤติจบ เงินหมื่นล้านบาทต่อปีนี้ก็จะไม่กลับมาอยู่ในบิลน้ำมันของคนไทยอีก
ตอกกลับรื้อสูตรช่วยน้อย

’กรณ์ จาติกวณิช“ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมันของ รมว.พลังงาน ก่อนที่นายเอกนัฏ จะมาดำรงตำแหน่ง ระบุวิธีคำนวณราคาโดยอิงราคาตามสิงคโปร์ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน หลายคนมองว่า เป็นการปฏิรูปตามที่ได้พูดไว้หรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงช่วยได้น้อยมาก เพราะการปรับลดที่เรียกว่าต้นทุนทิพย์ มีผลเพียงลิตรละ 35 สตางค์ แทบจะไม่ได้มีผลอะไรมากกับการลดราคาน้ำมันให้ประชาชน ทุกวันนี้เรายังอิงตามราคาสิงคโปร์เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่บอกว่าเป็นหน้าที่เร่งด่วน ประชาชนยังรอคอยอยู่ การกำหนดราคาน้ำมันจะส่งผลต่อราคาน้ำมันของคนไทยว่า จะถูกจะแพงมากที่สุด มากกว่าการลดภาษีสรรพสามิต เป็นเรื่องที่เรารอคอยหลังจากที่ท่านได้ลดค่าใช้จ่ายทิพย์ไปแล้ว ท่านจะเดินก้าวสำคัญไปสู่การปฏิรูปการกำหนดราคาให้กับประชาชนหรือไม่
ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดประเด็นปัญหาจากสงครามในตะวันออกกลาง เราเห็นว่า ต้องรีบตัดตอนปัญหาน้ำมันแพง เพราะเป็นต้นตอที่มาของราคาสินค้าทุกชนิดที่จะแพงตามมาด้วย จากต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง เราแนะนำรัฐบาลตั้งแต่แรกว่า วิธีการสำคัญที่รัฐบาลควรพิจารณาใช้ คือ การลดภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะน้ำมันที่คนส่วนใหญ่ใช้ คือ ดีเซล บี 7 รัฐบาลเลือกใช้การชดเชยด้วยกองทุนน้ำมัน ซึ่งภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันทุกบาททุกสตางค์ สุดท้ายผู้ชำระในอนาคตก็คือประชาชนที่ซื้อน้ำมัน
“หนี้กองทุนน้ำมันทะลุแสนล้านบาทแล้ว วันนี้รัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีสรรพสามิต แต่ตามข่าวที่ปรากฏมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาคือ การประกาศลดผิดที่ผิดทาง สะท้อนถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน เพราะประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน บี 20 และอี 20 ซึ่งเป็นน้ำมันที่ประชาชนใช้น้อยมาก เรื่องนี้แก้ไม่ถูกจุด ไม่สะท้อนถึงความจริงจังและจริงใจของรัฐบาลที่จะลดค่าครองชีพ”
ทีมเศรษฐกิจ



