นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดที่แพร่ระบาดมากว่า 2 ปี และคนไทยต่างเริ่มคุ้นชิน ปรับตัว ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยมีเครื่องมือดิจิทัล โดยเฉพาะเครือข่ายบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นอีก 1 ปัจจัยหลักให้สามารถทำงาน เรียน และสนุกกับคอนเทนต์ ซึ่งทีมวิศวกรของ AIS Fibre ได้เฝ้าติดตามรูปแบบการใช้งานของลูกค้าและพบว่า มีบริการ 3 กลุ่ม ที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำและต่อเนื่อง ที่มีความต้องการในเรื่องความเร็วและความเสถียรของสัญญาณ Wi-Fi ต่อเนื่องเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน
ประกอบด้วย Game, Work & Learn Application และ Live & Streaming จึงเป็นที่มาของการทุ่มเท คิดค้น วิจัย นำ Artificial Intelligent หรือ AI และ Machine Learning เข้ามาพัฒนาใน Router ให้สามารถบริหาร จัดการ data traffic แบ่งช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบแยกท่อพิเศษ หรือ VIP Service ทั้งคำนวณการให้ลำดับความสำคัญในการเพิ่มสปีดความเร็วในการรับส่งข้อมูล และสามารถลดความหน่วง หรือ Latency ได้ถึง 50% อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานให้สมาชิกในบ้านที่แม้จะใช้บริการต่างกัน แต่จะได้คุณภาพบริการที่สุดยอดต่อเนื่องเสมอ

สำหรับ Wi-Fi อัจฉริยะนี้ มาพร้อมกับ AI-powered Smart Router ซึ่งมีจุดเด่นที่มีฟังก์ชัน AI ช่วยคัดแยกประเภทข้อมูลบริการ เพื่อจัดลำดับการใช้งานที่สำคัญภายในบ้าน เพิ่มความเร็วหน่วยประมวลผล (Network Processor) ให้สามารถจัดสรรปริมาณการใช้งาน (offload Wi-Fi traffic) พร้อมกับเพิ่มอัตราความเร็วของการใช้งานให้กับแอพพลิเคชันที่ถูกระบุเป็นลำดับสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความเร็วด้วยการผสานเทคโนโลยี Wi-Fi Slicing และ Wi-Fi Multimedia ที่เข้ามาช่วยลดค่า ความหน่วง (Latency) ช่วยให้ไม่เกิดสัญญาณค้างหรือกระตุก
ทั้งนี้ในเบื้องต้น Wi-Fi อัจฉริยะ สามารถบริหารแยกท่อการใช้งานครอบคลุมใน 3 กลุ่มบริการยอดนิยม ได้แก่ 1. Game Application ได้แก่ ROV, League of Legends, Free Fire, PUBG Mobile, Call of Duty, Dota 2, World of Warcraft, Overwatch, Hearthstone, CSGO, Apex Legends, FIFA20 และ Mobile Legends 2. Work & Learn Application ได้แก่ ZOOM, Microsoft Teams, Webex และ Google Meet และ 3. Live & Streaming Application ได้แก่ YouTube, Facebook และ Tik Tok



