พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ (หรรษา ธมฺมหาโส) ผอ.หลักสูตรสันติศึกษา และผอ.วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงกรณี “ทิดกาโตะ” ว่า ภายหลังที่พี่หลวงกาโตะสึกหาลาพรตไปแล้ว โดยมีอุปัชฌาย์อาจารย์เข้ามาช่วยกันหาทางพูดคุยจนนำไปสู่การตัดสินใจในลักษณะดังกล่าว เหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจก็คือข้ออ้างที่ว่า ตัวเองเป็นพระใหม่จึงอ่อนต่อการเผชิญหน้ากับกิเลส แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ บาดแผลที่เกิดในใจของพุทธศาสนิกชน หรือความศรัทธาที่มีต่อศาสนาในเชิงลบของคนบางกลุ่ม ใครจะเข้ามารับผิดชอบและเยียวยา หากวิเคราะห์เจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าที่ทรงออกแบบและบัญญัติพระวินัยก็ด้วยมุ่งประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้น 10 ประการ ประกอบด้วย 1.เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ 2.เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ 3.เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก 4.เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก 5.เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน 6.เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต 7.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส 8.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว 9.เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม และ 10.เพื่อถือตามพระวินัย
ทั้ง 10 ประการนั้น เอื้อต่อการยกระดับการปฏิบัติของพระภิกษุให้มีภูมิธรรมที่สูงขึ้น เอื้อต่อการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาสถาบันสงฆ์ เอื้อต่อการให้ความสำคัญกับพระวินัยในฐานะเป็นเครื่องมือยกระดับการพัฒนามนุษย์ เพราะวินัยหมายถึงนำไปวิเศษ นำไปแจ้ง นำไปต่างจากที่เคยเป็น คำถามมีว่า พี่หลวงกาโตะใส่ใจและสนใจประเด็นเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ตระหนักรู้ สำนึกรู้ถึงคุณค่าของวินัยหรือไม่ และจะช่วยรักษาใจคนที่ยังมีศรัทธาคลอนแคลน คนที่ทุกข์ใจและเสียใจที่มีคนเข้ามาทำร้ายพระพุทธศาสนาที่ตัวเองหวงแหน และภาพลักษณ์ของสถาบันสงฆ์จะเป็นอย่างไรนับจากนี้ หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ มิได้หมายความว่า ถ้ามีปัญหามากนักก็หนีสึกซะเลยมันจะได้จบๆ กันไป เมื่อสึกแล้วก็จบแล้ว เปลี่ยนชุดออกมายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีแฟนคลับตามแห่ตามแหน คำถามที่สังคมตั้งคำถามนั้นจะดำเนินการต่ออย่างไร หรือว่าสึกแล้วก็จบเพราะมิได้เป็นพระถือวินัย 227 ข้อแล้ว กลับมาถือศีล 5 สามารถจะเดินหน้า หรือ Move on ต่อไป
จากประสบการณ์ในสังคมที่ผ่านมานั้น ทิดที่สึกออกมาด้วยข้อหาดังกล่าวก็จะเก็บตัวเก็บตน และปฏิบัติตัวด้วยความสำรวมระวัง ด้วยเหตุที่ชุมชนและสังคมกำลังมีความสงสัยและไม่สบายใจกับพฤติกรรมดังกล่าวของผู้ถูกตั้งข้อสังเกตอยู่ ด้วยเหตุที่ไม่จบถ้วนกระบวนความ ทั้งหมดที่กล่าวมา มิได้หมายถึงการทับถม หรือปิดโอกาสในการประพฤติตัวดำรงตนของผู้ถูกกล่าวหา แต่อยากให้ผู้เกี่ยวข้อง ชุมชน สังคม หรือพระผู้ปกครองได้ช่วยกันเก็บตก เพื่อจะได้หาทางในการรักษาศรัทธาของศาสนิกชน ศาสนาจะอยู่ได้อย่างไรถ้าเราไม่สนใจ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความรู้สึกนึกคิดของพุทธบริษัท
ขอได้โปรดอย่าพากันบอกว่า ให้มันจบๆ กันไป เพราะหากเราใช้การจบแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันจะหมายถึงการจบสิ้นของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย โดยที่ไม่ต้องไปโทษหรือกล่าวหาว่าใคร หรือคนศาสนาไหนเป็นคนทำ เพราะคนที่ทำให้จบสิ้นได้ดีและรวดเร็วที่สุดก็คือคนที่อ้างตัวว่าพุทธศาสนิกชนนั่นเอง



