เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรี เรื่อง ความคืบหน้าของการดำเนินการกับเครือข่ายกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤติพลังงาน ที่ตรวจสอบพบเครือข่ายของ “เสี่ยตือ” อ่างทอง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงแทน ว่าในกรณีของการตรวจสอบที่พบการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งตนพร้อมตรวจสอบรายละเอียดรวมถึงเครือข่ายที่เชื่อมโยงหากพบการกระทำผิดทุกความเสียหายจะส่งให้ดีเอสไอดำเนินการ ทั้งนี้ในการตรวจสอบตนขอเชิญนายรังสิมันต์ ลงพื้นที่ด้วยเพื่อให้ไปตรวจสอบและทำงานให้โปร่งใส ซึ่งตอนที่ตนเป็น รมว.อุตสาหกรรม ได้ติดตามตรวจสอบ ที่เรียกว่า “ตามจนตายในคุก” ก็มี ดังนั้นกำไรที่ได้มาจะไม่ฟรี ต้องไปตามในคุก

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการตรวจสอบจะรวมถึงการลักลอบขายต่างประเทศด้วย เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก ไม่ใช่อุดหนุนเพื่อให้ผู้ค้าหากำไร ซึ่งที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเสียหาย โดยที่ผ่านมามีการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันจาก จ.ชลบุรี จ.ระยอง ไปในภาคใต้ ได้ตรวจใบขนทุกใบ หากระบุข้อมูลไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับกรมธุรกิจพลังงาน ถือว่าผิด และที่ผ่านมาพบกว่า 100 รายการ โดยไม่ว่าผู้ค้ารายใหญ่เท่าไร ต้องได้รับโทษตามกฎหมายจำคุก 2 ปี ตนพร้อมเอาผิดผู้ค้ารายใหญ่ หากทำผิดจะต้องโดนทุกเจ้า
“การตรวจสอบของผม ไม่เฉพาะกรณีเสี่ยตือเท่านั้น โชคดีที่ผมไม่รู้จัก แต่หากรู้จักก็ไม่แคร์หากทำผิด ใครกักตุน มีความผิด ต้องแจ้งความเอาผิดย้อนหลังกับทุกคน สิ่งที่เกิด ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ออกประกาศ ดังนั้นจะเรียกคืนทุกหยด ทุกบาทแน่นอน” รมว.พลังงาน กล่าว

จากนั้นนายรังสิมันต์ ถามต่อว่า ตนพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ ในฐานะฝ่ายค้าน สำหรับเอกสารที่ตนส่งให้กับ รมว.พลังงาน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 69 ขณะที่ผ่านมา 1 เดือนกว่า นอกจากต้องการเห็นการขยายผลไปยังคลังน้ำมันที่อื่น แต่สิ่งสำคัญการจัดการโครงสร้างอาชญากรรม ในเครือข่ายเสี่ยตือ และต้องนำไปสู่ยึดอายัดทรัพย์ รวมถึงใช้มาตรการฟอกเงินเข้ามาจัดการ ทั้งนี้มีกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทบางจากด้วย ซึ่งพบการเข้าซื้อคลังน้ำมันและน้ำมันในเครือข่ายเสี่ยตือ ที่ จ.เพชรบุรี มูลค่า 9,000 ล้านบาท เพราะตนกังวลใจ เพราะเป็นเครือข่ายเดียวกันกับนายเบน สมิธ ที่มีธุรกิจสแกมเมอร์ กาสิโน ในกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามครอบครองบางจาก ซึ่งขอให้ตรวจสอบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของไทยดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงด้วย นอกจากนี้ตนพยายามคำนวณน้ำมันที่หายไปจากระบบบ ตามแถลงของนายกรัฐมนตรี อยู่ที่วันละ 20 ล้านลิตร ซึ่งตนประมาณว่าช่วงวิกฤติ 300-600 ล้านลิตร แต่ข้อมูลดีเอสไอ หาเจอเพียง 57 ล้านลิตร และกรณีเครือข่ายเสี่ยตือ อยู่ที่ 3 แสนลิตร เป็นตัวเลขน้อยมาก
โดยนายเอกนัฏ ชี้แจงโดยยอมรับถึงตัวเลขน้ำมันที่หายไปจากยอดที่โรงงานผลิตเกินและสต๊อก ประมาณ 700 ล้านลิตร พร้อมยืนยันจะติดตาม ส่วนการตรวจสอบนั้นในวันที่ 27-28 เม.ย. นี้ ตนจะลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี และสมุทรปราการ ว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่ ทั้งนี้ตนได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีว่าไม่ยอมคนผิด และตนในฐานะผู้กำกับกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสียหาย หากจะเอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มเถื่อนๆ ต้องตรวจสอบ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน กรณีที่เชื่อมโยงบริษัทบางจาก หากสืบหาเป็นขบวนการเดียวกัน ตนจะตามไปจับ เพื่อจัดการทุนเทา ของเถื่อนที่อยู่ในกระบวนการอื่นๆ ซึ่งกรณีที่ตนจะจัดการถือเป็นอานิสงส์ของประเทศไทย

นายรังสิมันต์ ได้ตั้งคำถามต่อว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการจัดการกับไอ้โม่งน้ำมัน ดังนั้นตนขอสอบถามว่าจะกล้าตรวจสอบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม หรือไม่ เพราะพบถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายปากน้ำที่พบการปล่อยเงินกู้ด้วย
ทำให้นายเอกนัฏ ชี้แจงว่า ตนปฏิบัติตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตอนเลือกตั้ง ไม่เอาทุนเทา สแกมเมอร์ ใครที่เกี่ยวข้องในขบวนการ จะปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่ว่าเป็นคนในครอบครัวตน หรือใครในพรรค เกี่ยวข้องกับการทำความผิดไม่เฉพาะเรื่องนี้ จะเอาผิดหมด
“คนที่สั่งผมคือ นายกรัฐมนตรี นายผมคือประชาชน ผมไม่ต้องกลัวใคร เห็นอยู่แล้วกับการทำงานของผมที่ผ่านมาซึ่งยึดกฎหมายและประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผมไม่ชอบพูดมาก แต่พูดแล้วทำ มีสิ่งเดียวพิสูจน์จริงใจคือ ทำจริง การปฏิบัติหน้าที่ยึดความโปร่งใสเป็นสำคัญ ข้อมูลทุกอย่างเปิดเท่าที่เปิดได้ ที่นายกรัฐมนตรีเลือกผมเป็น รมว.พลังงาน อยากได้คนสู้จริง ดังนั้นไม่ต้องห่วงผมสู้จริงแน่นอน ความผิดที่เกิดอย่าคิดว่าหนีไปได้ ผมเรียกข้อมูลตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่เดือน ก.พ. หากไม่ให้ก็ผิด และหากพบว่าผิดตรงไหน ไม่สนใจจะตรวจสอบต่อ หากลามไปพรรคเราหรือพรรคท่านจับหมด บอกไว้ก่อน” นายเอกนัฏ กล่าว
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ใช้สิทธิฝากประเด็นตอนท้ายว่า “ที่บอกว่าจะเชิญผม ผมรอและพร้อมทำ ทั้งนี้ตัววัดสุดซอยหรือไม่ คือตกลงแล้วจะสุดตรงไหน ถ้าสุดถึงรัฐมนตรี สังคมจะเชื่อ หากสุดท้ายไม่มีดอกผลชัดเจน การกระทำจะพิสูจน์ ขอให้เอาจริง จะรอดูว่าทลายเครือข่ายเสี่ยตือได้หรือไม่”



