พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่าวันพุธที่ 20 พ.ค.69 มีกำหนดการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่างแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ ตนสรุปได้ 7 ประเด็น คือ

1.เพิ่มอำนาจให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล เช่น โทรคมนาคม พลังงาน ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นี้อย่างเท่าเทียม และบังคับใช้ครอบคลุมพฤติกรรมนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้สามารถลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรได้ หากการกระทำนั้นส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อตลาดภายในประเทศ

2.แก้ไขให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หรือ “กขค.” ให้มาจากการคัดเลือกโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ปรับจำนวนและกำหนดสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ โดยปรับลดจำนวนกรรมการเหลือ 7 คน รวมประธานและรองประธาน และกำหนดสัดส่วนความเชี่ยวชาญให้ชัดเจน เช่น ด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการคุ้มครองผู้บริโภค และต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี เพิ่มเกณฑ์ชี้วัดผลงาน หรือ KPI ความสำเร็จในการดำเนินงาน หากกรรมการไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

3.การควบรวมกิจการที่อาจลดการแข่งขันทำให้เกิดผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือกรณีผู้มีอำนาจเหนือตลาดจะควบรวมกิจการ จะต้องยื่นขออนุญาตและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการก่อน แก้ไขคำนิยามและการพิจารณาปัจจัยให้ครอบคลุมสภาพการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นในระบบ

4.เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ บังคับให้เปิดเผยผลคำวินิจฉัยฉบับเต็ม รวมถึงคำวินิจฉัยส่วนตน หรือความคิดเห็นแยกรายบุคคล ของกรรมการทุกคนต่อสาธารณชนภายใน 15 วัน และในระหว่างที่คดีอยู่กระบวนการพิจารณา สำนักงานมีหน้าที่ต้องเผยแพร่รายงานความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกเดือน

5.ยกเลิกโทษอาญาจำคุกในความผิดฐานผูกขาด มาตรา 50, 54, 55, 57 แล้วเปลี่ยนเป็นโทษปรับเป็นพินัย หรือโทษทางปกครองแทน กำหนดอัตราโทษปรับเป็นพินัยโดยคิดเป็นร้อยละของรายได้ในปีที่กระทำความผิด เช่น ไม่เกินร้อยละ 10 หรือร้อยละ 20 ของรายได้ หรือคิดตามมูลค่าธุรกรรมการรวมธุรกิจ เพื่อให้มีบทลงโทษทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อทุนใหญ่

6.“ผู้แจ้งเบาะแส” เพิ่มหลักเกณฑ์การยกเว้นหรือลดหย่อนค่าปรับเป็นพินัยให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดที่กลับใจเข้ายื่นคำขอและให้ข้อมูลพยานหลักฐานเป็นรายแรก เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ทลายการฮั้วหรือข้อตกลงลับได้ง่ายขึ้น กำหนดให้การฟ้องคดีอาญา คดีเรียกค่าเสียหาย และคดีความผิดทางพินัย ไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แทนศาลปกครองหรือศาลระบบเดิม

7.กำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้สูงสุดถึง 3 เท่า หรือศาลสั่งได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่า ของความเสียหายที่แท้จริง ขยายอายุความและกำหนดการสะดุดหยุดลงเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้ถึงเหตุ และหากผู้เสียหายยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน ให้อายุความสะดุดหยุดลงทันที และปรับเพิ่มเพดานอัตราค่าธรรมเนียม เช่น การขออนุญาตรวมธุรกิจปรับขึ้นเป็นครั้งละ 5,000,000 บาท การขอให้วินิจฉัยล่วงหน้าปรับขึ้นเป็นครั้งละ 500,000 บาท

พ.ต.อ.ทวีกล่าวต่อไปว่า ในความเป็นจริงประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนกฎหมายเศรษฐกิจ มีทั้ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า กฎหมายเฉพาะ มีคณะกรรมการกำกับดูแลระดับชาติ และที่สำคัญมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อาทิ มาตรา 75 ให้รัฐจัดระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ขจัดการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน” แต่รัฐเอง กับมีรัฐวิสาหกิจประมาณ 55 รัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบกิจการแข่งกับเอกชน หรือ ตามมาตรา 56 สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในการดำเนินชีวิต รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งหมายถึงราคาค่าไฟฟ้า น้ำมัน นั่นเอง

แต่พบว่ากฎหมายต่าง ๆ ขาดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและอย่างความสัตย์ซื่อ กลายสภาพเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ปล่อยให้ผู้ทรงอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายและความทุกร้อนของประชาชน มีอำนาจเหนือตลาด อาทิ ด้านการค้าขายที่เป็น“ค้าปลีก-ค้าส่ง” ระบบนิเวศกินรวบชุมชน ซึ่งในอดีตเงินสดที่ชาวบ้านซื้อของจากร้านโชห่วยหรือตลาดสดจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ เกิดเป็น ตัวคูณทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

แต่ปัจจุบันทุนยักษ์ใหญ่ได้เปลี่ยนกติกานี้ไปสิ้นเชิง ดูจาก รายงานประจำปีของบริษัทยักษ์ใหญ่ วันที่ 31 ธ.ค.68 ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนคนรากหญ้าทั้งประเทศ ที่ถูก “สูบเงินสด” จากชุมชนเข้าบริษัทใหญ่ในกทม.

ทางด้าน “พลังงาน” น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า ฯ กำหนดรัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า ร้อยละ 51 มิได้ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ปล่อยให้นายทุนพลังงานสัมปทานผูกขาดเป็นผู้ผลิตมากถึง 70% จนกลุ่มเอกชนนายทุนร่ำรวยจนทนไม่ไหวเป็นอันดับมหาเศรษฐีระดับต้นของประเทศ ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและน้ำมันแพงจนเดือดร้อนระงม หรือด้านโทรคมนาคม รัฐให้สัมปทานเอกชนผู้ขาดปล่อยให้มีการควบควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย ส่งผลให้คนไทยที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 133 ล้านเลขหมาย ตกอยู่ภายใต้ตลาดที่ไร้ทางเลือก

ขณะที่ทางด้านคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ พบว่าโครงการจากรัฐกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยบริษัทที่ได้รับงานอันดับ 1 มีมูลค่ารวมสูงกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 มีมูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ และอันดับ 3 มีมูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ การกระจุกตัวของทุนผูกขาดสัมปทาน เอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปจากประชาชนเมื่อครบกำหนดสัมปทานก็มักจะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อออกไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เป็นต้น

ที่เป็นกังวลและส่วนตัวไม่เห็นด้วยในร่างแก้ไขนี้ ได้ยกเลิกโทษจำคุกที่มีในโทษทางอาญาออกไป การควบคุมกลุ่มทุนใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ถือเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง” เพราะพวกเขามีทั้งเงิน มีทั้งอิทธิพล และมีนักกฎหมายมือดีคอยหาช่องว่าง แต่ร่างใหม่ให้เหลือเพียงโทษปรับทางแพ่งหรือมาตรการทางบริหาร สำหรับกลุ่มทุนระดับแสนล้าน การจ่ายค่าปรับ 1-10 ล้านบาทถือว่าต่ำมากเพื่อแลกกับการได้ผูกขาดตลาดและกอบโกยผลประโยชน์จากกระเป๋าประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ทำไป ต้องคงโทษจำคุกเหมือนนานาประเทศที่มีโทษจำคุก

ขณะเดียวกัน ประเทศจำเป็นต้องมีผู้นำ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า เท่าเทียม และกล้าตัดวงจรผลประโยชน์และอิทธิพลที่อยู่เหนือหลักนิติธรรม ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริงต้องรวมถึงการควบคุมไม่ให้รัฐทุจริตหรือใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเสียเองด้วย เพราะประเทศไทยต้องเหลือพื้นที่ให้ประชาชนตัวเล็กยังมีตลาด มีทุน มีโอกาสแข่งขัน และมีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม

.