วันนี้ (9 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้จัดรับความคิดเห็นสาธารณะ ในวงจำกัด (โฟกัส กรุ๊ป) ต่อกรณีการควบรวมธุรกิจระหว่าง ทรูและดีแทค ครั้งที่ 1 สำหรับกลุ่มภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดย นายศรัณย์  ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโพร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  กล่าวว่า ทางเอไอเอส มีความพร้อมแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรม ภายใต้กฎหมาย แต่การควบรวมทำให้ลดจำนวนผู้ประกอบการ เป็นการลดทางเลือกของประชาชน ทั้งด้านโปรโมชั่นราคา บริการหลังการขาย คุณภาพสัญญาณ และทำให้การแข่งขันทำสงครามราคาที่มีมา 20 ปี ยุติลง ทำให้เกิดการผูกขาด ส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทผู้รัเหมา ซัพพลายเออร์ ช่องทางจำหน่ายรายย่อย เช่น ลูกตู้ตามห้างฯ ไม่มีอำนาจต่อรอง

นอกจากนี้การควบรวมทำให้บริษัทใหม่มีการถือครองคลื่นความถี่เกินกว่าที่ กสทช.กำหนดกติกาของการประมูลที่ตั้งสเปกตรัม แคป ไว้ 15 เมกะเฮิรตซ์ จึงทำให้เอไอเอสเสียโอกาสประมูลคลื่นที่แพงขึ้น ซึ่งหาก กสทช. ยินยอมให้ทั้ง 2 ราย ควบรวมกัน ก็ควรมีการเยียวยาความเสียหายให้แก่ เอไอเอสด้วย ด้วย ซึ่งหากถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้ทำให้ ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ ก็อาจต้องขอพึ่งอำนาจศาลปกครองเป็นทางเลือกสุดท้าย

“แม้ประเทศไทยต้องมีผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง เพื่อพาประเทศชาติเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล แต่มีทางเลือกหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องควบรวม เช่น การหาพาร์ทเนอร์ การใช้เสาเครือข่ายรวมกัน การร่วมกันโรมมิ่ง ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งมีวีธีการโดยไม่จำเป็นต้องควบรวม ซึ่งการควบรวมแล้วการแข่งขันลดลง เอไอเอสจะได้ประโยชน์ แต่ในฐานะบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ประชาชนจะเสียประโยชน์ ก็จำเป็นต้องค้าน” นายศรัณย์  กล่าว

นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ ตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนับสนุนการแข่งขัน ทางการค้าที่เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย โดยในสายธุรกิจที่ลงทุนสูง หากมีผู้นำตลาดที่ห่างไกลมากเกิน การแข่งขันก็อาจไม่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการเบอร์ 2 และ 3 อาจไม่มีกำลังในการลงทุนเพิ่มเติม ก็จะไม่สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดย กสทช. ควรพิจารณาและเรื่องประโยชน์ต่อผู้บริโภค หลังการควบรวมจะมีการทำประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไรบ้าง

ด้าน นายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที กล่าวว่า การควบรวมจะทำให้ผู้ประกอบการใหญ่เหลือเเพียง 2  ราย จะสร้างตลาดกึ่งผูกขาด ผู้เล่นมีอำนาจในการกำหนดราคาให้บริการเอง และการควบคุมของภาครัฐจะทำได้ยาก ผลประโยชน์ไม่ได้ตกสู่ผู้บริโภค แต่ตกไปอยู่กับผู้ให้บริการ ผิดนโยบายรัฐที่ส่งเสริมการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม

นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาการประมูลคลื่นความถี่เป็นภาระของผู้ประกอบการ ซึ่งความถี่ไม่ได้มีไว้ขาย กสทช.ควรจะจัดสรรความถี่ ให้เกิดประโยชน์ แต่การประมูลราคาสูงทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนในการขยายคลื่นความถี่ บางรายได้ความถี่ไป ยังไม่สามารถให้บริการได้ ทำให้ตอนนี้ การแข่งขันของผู้ประกอบการไม่สามารถขยายหรือหากำไรได้มากกว่านี้แล้ว ซึ่งประเทศไทยเปิดบริการ 5จี มา 2 ปี แต่มีผู้ใช้งานไม่ถึง 5%

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในการควบรวบครั้งนี้ทางทั้งสองบริษัทแจ้งในเบื้องต้นว่าบริษัทใหม่จะใช้ชื่อ NEWCo อย่างไรก็ตามในส่วนของสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมองว่าจะเป็นการทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นของไทย มีการส่งเสริมระบบนิเวศด้านดิจิทัล เช่น กลุ่มสตาร์ทอัพ ขณะที่นักกฎหมายมองว่า กสทช. ต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องระวังประเด็นทางกฎหมาย ทำให้ กสทช. สุ่มเสี่ยงหากเดินกระบวนการโดยไม่มีกฎหมายรองรับ  

ด้านนายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. กล่าวว่า  กสทช. จะจัดโฟกัสกรุ๊ป 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 เป็นกลุ่มนักวิชาการ และครั้งที่ 3 จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป โดยจะนำความคิดเห็นทั้งหมดมาพิจารณา มารวบรวมกับความคิดเห็นทางเว็บไซต์ และผลการศึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาเอกชน รวมถึงที่ปรึกษาจากต่างประเทศด้วย เชื่อว่าจะได้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมารอบด้าน เพื่อนำไปพิจารณาอย่างรอบด้านต่อไป.