ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเรื่อง “ดิจิทัล” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น จึงเกิดการพัฒนา แพลตฟอร์มขึ้นมามากมาย!?!

แต่แพลตฟอร์มที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้ “ชีวิตเราง่ายขึ้น” จะเป็น “แพลตฟอร์มข้ามชาติ” ที่เข้ามาให้บริการ “โกยรายได้” จากคนไทย ทำเงินไหลออกในแต่ละปีคิดเป็น มูลค่ามหาศาล”

จึงเกิดคำถามที่ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง?? ที่ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มของตนเอง ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อแข่งขัน “ต่อกร” กับ “แพลตฟอร์ม” หรือ “แอพพลิเคชั่น” ข้ามชาติเหล่านั้น!!

ซึ่งช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงการ “เทคสตาร์ทอัพ” ของไทยแม้ว่าจะคึกคัก เป็นกระแสในวงกว้าง แต่ก็มีเพียงไม่กี่ราย ที่สามารถไป “ถึงฝั่งฝัน” ประสบความสำเร็จได้

การที่ “เทค สตาร์ทอัพ” ของไทย จะสามารถเติบโตจน “ปีกกล้าขาแข็ง” ได้ ปัจจัยหนึ่งจำเป็นต้องได้ รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐด้วย!?!

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ภายใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ก็ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ โดยได้ทำโครงการ  National Delivery Platform ขึ้นมา โดยร่วมกับ บริษัท ฟู้ด ออเดอรี่ จำกัด ในเครือ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) พัฒนา อีทฮับ (eatsHUB) แพลตฟอร์มเรียกรับ ส่งอาหารสัญชาติไทย ขึ้นมา เพื่อให้บริการคนไทยและช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆให้สามารถค้าขาย มีรายได้ที่ดีขึ้น หลังต้องประสบปัญหาเจอการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา

“ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า โครงการนี้ ถือเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม ของคนไทย ที่มีหน่วยงานของรัฐ คือ ดีป้า เข้าร่วมสนับสนุนและลงทุน ซึ่งเป็นโนบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อส่งเสริมให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น และมีธุรกิจหรือแพลตฟอร์มที่ดำเนินการและมีคนไทย เป็นเจ้าของที่แข่งขันกับต่างชาติได้ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ใช้บริการได้อย่างมีคุณภาพ ร้านค้าสามารถขายอาหารได้ดีขึ้น และไม่ได้เก็บ “ค่าธรรมเนียม” หรือส่วนแบ่งรายได้ ที่สูงเกินไป

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

“นโยบายของรัฐบาลจะผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ของคนไทย ให้เกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ โดยเข้าร่วมลงทุนครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจมีเงินทุนไปเริ่มธุรกิจได้ ซึ่งในอนาคตจะมีทำแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การจองโรงแรม ข้อมูลการท่องเที่ยว ฯลฯ และ แพลตฟอร์มเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ ที่คนไทยพัฒนาและเป็นเจ้าของเอง”

“ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า ดีป้าได้ใช้ข้อมูลด้านบิ๊กดาต้าที่มีอยู่ และเครือข่ายของภาครัฐ ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เช่น พาณิชย์และอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อช่วยในการเปิดตลาดแพลตฟอร์มนี้ โดยทางดีป้า ได้ร่วมลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งมาจากกองทุนดีอี โดยทยอยลงทุนเป็นงวดๆ และผู้ประกอบการลงทุน 40 ล้านบาทเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถระดมทุนได้เพิ่มเติมอีก 60 ล้านบาท โดยเมื่อถึงสิ้นปีคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในการดำเนินงานทั้งหมด 100  ล้านบาท และจะมีการระดมทุน ในอนาคตจากนักลงทุนและกองทุนต่างๆอีก แต่สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นคนไทย

“อีทฮับ” จะแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ โดยมีจุดเด่นในการเรียกเก็บเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ หรือ จีพี (GP) จากร้านค้าประมาณ 8-10% ต่ำกว่าอัตราการเรียกเก็บ 30% ของแพลตฟอร์มอื่น โดยประมาณการณ์ว่าจะมีคน ลงทะเบียนเข้าใช้แพลตฟอร์ม กว่า 500,000 รายทั่วประเทศ มียอดการเข้าใช้งานมากกว่า 5,000,000 ครั้ง ช่วยสร้าง อาชีพพนักงานรับส่งอาหารกว่า 2,000 ราย และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาทในปีแรกของการเปิดให้บริการ” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การดำเนินชีวิตของคน และทำให้พฤติกรรม ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจบริการรับส่งอาหารเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยคำสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม เรียกรับส่งอาหาร เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา และแม้จะมีผู้เล่นหลายรายและมีการแข่งขันกันสูง  

 แต่ก็ยังมีช่องว่างที่จะปั้นแบรนด์เติบโตได้หากมีจุดเด่นและความแตกต่างในตลาด!!

 โดยทาง “ธรรมนิตย์ ขำวังยาง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟู้ด ออเดอรี่กล่าว่า แม้ผู้ให้บริการายใหญ่ทุนหนา จะได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ทางแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นก็มีจุดเด่นที่แตกต่าง นอกจากค่าจีพีที่เก็บต่ำแล้ว ร้านค้าที่เข้าร่วม จะได้รับเงินโอนค่าสินค้าในวันถัดไป โดยไม่มีขั้นต่ำ และยังมีโปรโมชัน ช่วยส่งเสริมการขายที่วิเคราะห์จาก บิ๊ก ดาต้าข้อมูลสมาชิก และเป็นอินไซด์ เช่นลูกค้าชอบเมนูอะไร ซื้อช่วงไหน อายุเท่าไร่ เพื่อมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจของร้าน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ร้านอาหารจะไม่ได้จากแพลตฟอร์มอื่นๆ

นอกจากนี้ยังสามารถโทรฯสั่งอาหารนอกเหนือจากสั่งจากแอพ และจะมีการตั้ง “ครัวกลาง” ให้ร้านอาหารได้ ใช้ฟรีด้วยทั้งในกทม.และต่างจังหวัดที่ไปให้บริการ และจะมีการควบคุมมาตรฐานการให้บริการของร้านค้า ให้ขายสินค้า อย่างเป็นธรรมในปริมาณที่ไม่แตกต่างจากการรับประทานที่หน้าร้าน

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นแพลตฟอร์มนี้เกิดจาก ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จึงมีความน่าเชื่อถือและ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด

ในช่วงแรกนี้จะให้บริการนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ 4 เขต คือ บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว และสวนหลวง และจะขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้ จากนั้นจะเริ่มขยายพื้นที่ให้บริการไปในต่างจังหวัด โดยในปีแรก  จะสามารถให้บริการได้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ 18 จังหวัด คือ กทม. พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก นครศรีธรรมราชเพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และนครพนม โดยจะมีร้านค้าเข้าร่วมให้บริการในแพลตฟอร์มมากกว่า 20,000 ร้าน และตั้งงบการตลาดไว้ที่ 50 ล้านบาทในปีแรก

สำหรับแพลตฟอร์ม “อีทฮับ” รองรับทั้งระบบปฎิบัติการแอนดรอย์ และ ไอโอเอส และได้เปิดตัวให้บริการ อย่างเป็นทางการแล้ว  ซึ่งจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?? ผู้ใช้งานเท่านั้นจะเป็นคนตัดสิน!!!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์