สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ทำเนียบประธานาธิบดีของฟินแลนด์เผยแพร่แถลงการณ์ เกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างประธานาธิบดีเซาลี นินิสโต กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยนินิสโตกล่าวถึงการตั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับ “หลักประกันด้านความมั่นคง” เมื่อปลายปี 2564 และปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ที่เปิดฉากเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง” ของฟินแลนด์
ทั้งนี้ นินิสโต ยืนยันว่า ฟินแลนด์ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย “ให้เป็นไปอย่างมืออาชีพ” อย่างไรก็ตาม ทำเนียบเครมลินเผยแพร่แถลงการณ์ในส่วนของตัวเองว่า ปูตินกล่าวกับประธานาธิบดีของฟินแลนด์อย่างตรงไปตรงมาว่า การละทิ้ง “นโยบายอันเป็นพื้นฐานดั้งเดิม” ที่หมายถึง “สถานะเป็นกลางทางทหาร” ถือเป็นการก้าวเดิน “ด้วยความผิดพลาด” เนื่องจากฟินแลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีความเสี่ยงของการถูกคุกคามทางทหารในทางใดทั้งสิ้น การเลือกทางเดินดังกล่าวจึงอาจส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี
อนึ่ง มติว่าด้วยการเพิ่มสมาชิกของนาโต จำเป็นต้องได้รับความสนับสนุนที่เป็นเอกฉันท์จากสมาชิกปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้ประกอบด้วย 30 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือตุรกี ซึ่งนายเมฟลุต คาวูโซกลู รมว.กระทรวงการต่างประเทศของตุรกี กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่รัฐบาลอังการาจะสามารถสนับสนุนฟินแลนด์และสวีเดน ให้เป็นสมาชิกใหม่ของนาโต ในขณะที่ทั้งสองประเทศยังคงสนับสนุนพรรคคนงานเคอร์ดิสถาน ( พีเคเค ) และกองกำลังป้องกันตนเองชาวเคิร์ด ( วายพีจี ) ที่ยังคงโจมตีตุรกีอยู่เป็นประจำ
ทรรศนะของคาวูโซกลู สอดคล้องกัยประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ซึ่งกล่าวว่า ตุรกี “ไม่สามารถให้ความเห็นเชิงบวก” ต่อการที่สวีเดนและฟินแลนด์ ต้องการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโต เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงให้สถานะลี้ภัย กับบุคคลที่รัฐบาลอังการาถือว่า “มีแนวคิดก่อการร้าย” โดยเฉพาะกลุ่มที่สนับสนุนนายเฟตฮุลเลาะห์ กูเลน นักการศาสนาที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ และตุรกีกล่าวหาว่า อยู่เบื้องหลังความพยายามรัฐประหาร เมื่อปี 2559.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



