เปิดภาคเรียนแบบออนไซต์อย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองต้องแบกค่าใช้จ่ายไม่น้อยคือการจับจ่ายซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์ต่างๆ ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายการศึกษารับเปิดเทอมพบ พื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) สูงกว่าทั้งประเทศ 2 เท่า  ซึ่งกสศ.ได้เสนอปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาให้ครัวเรือนยากจน  เพิ่มทรัพยากรโรงเรียนด้อยโอกาส   อุดหนุนสวัสดิการสังคม ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก บัตรสวัสดิการนักเรียน   เพื่อคุณภาพชีวิตของเด็กกทม.  

โดย ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผอ.สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)  เปิดเผยว่า  จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกทม.พบว่า นับเป็นพื้นที่ซึ่งมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนสูงที่สุดในประเทศไทย   จากข้อมูลการคัดกรองนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สพฐ. ในกทม.พบว่า ครอบครัวของเด็กยากจนพิเศษของกทม.มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน  ต่ำกว่าเส้นความยากจนของสภาพัฒน์     ซึ่งอยู่ที่ 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน    ทั้งนี้โควิด -19 ทำให้รายได้ครัวเรือนยากจนพิเศษทั้งประเทศลดลง คิดเป็น  7% เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมีสถานการณ์โควิด-19   

ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าวต่อไปว่า   ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนกรุงเทพฯ ต้องจ่ายค่าอุปโภคบริโภคต่อครัวเรือนเฉลี่ย 13,738 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ 1.5 เท่า   นอกจากนี้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า เด็กกรุงเทพฯมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเฉลี่ย 37,257 บาทต่อคนต่อปี  ในจำนวนนี้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาสูงถึง 26,247 บาท ที่เหลือเป็นค่าเสื้อผ้าและเครื่องแบบ 2,072 บาท  ค่าหนังสือ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ 2,175 บาท และค่าเดินทาง 6,763 บาท  ตัวเลขเฉลี่ยเหล่านี้สูงกว่าทุกพื้นที่ในประเทศไทย สูงกว่าเฉลี่ยของทั้งประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่าย 17,832 บาทต่อคนต่อปี ถึง 2 เท่า  

“ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ในแทบทุกมิติ ทั้งด้านค่าใช้จ่ายครัวเรือน รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการศึกษา  และแม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่พบว่ายังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการศึกษาอย่างเพียงพอ  โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนยากจน   ยิ่งคำนึงถึงสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา  อาจต้องถึงเวลาปรับสูตรการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาอีกครั้งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนด้อยโอกาส   รวมถึงเพิ่มการจัดสรรสวัสดิการทางสังคมด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตเด็กกทม.   เช่น  บัตรสวัสดิการนักเรียน    นอกจากนี้ เนื่องจากปฐมวัยถือเป็น ช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงควรมุ่งพัฒนา ยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวันเรียนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอยู่   290  แห่ง เพื่อดูแลบุตรหลานครอบครัวยากจน คนหาเช้ากินค่ำในกทม. กลุ่มผู้มีรายได้น้อย  โดยเพิ่มมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เพิ่มสวัสดิการครูพี่เลี้ยง และอาสาสมัคร  การเชื่อมฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง     

นอกจากนี้ กสศ.กำลังร่วมกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร  ในการบูรณาการฐานข้อมูลนักเรียน เพื่อเตรียมการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค ในปีการศึกษา 2565 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ให้กับครัวเรือนยากจน ซึ่งหากเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กที่มาจากครัวเรือนยากจน 10% ล่างสุดของกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 6,600 บาทต่อคนต่อปี  ในขณะที่เด็กที่มาจากครัวเรือนที่รวยที่สุด  10% แรกของกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงถึง 78,200 บาทต่อคนต่อปี ตัวเลขห่างกันถึง 12 เท่า ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันอย่างมากบ่งบอกถึงคุณภาพการศึกษาที่นักเรียนกลุ่มยากจนและกลุ่มที่มีฐานะดี มีโอกาสได้รับแตกต่างกัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2564 สำนักงานสถิติแห่งชาติ 

ด้าน ครูทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  กล่าวว่า เราจำเป็นต้องอธิบายถึงภาวะที่ครอบครัวต่าง ๆ ประสบ อันเป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ประเด็นแรกคือการตกงาน ขาดรายได้ เป็นสภาวะ ‘จนเฉียบพลัน’  โดยจากการลงพื้นที่ก่อนเปิดเทอมเพื่อนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ชุมชนหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลบ่งชี้ว่า รองเท้านักเรียนมีราคาต่อคู่อยู่ที่ประมาณ 320 บาท เสื้อนักเรียนตัวละประมาณ 200 บาท กระโปรงหรือกางเกงราว 250 บาท กระเป๋านักเรียนราคาเฉลี่ย 200 กว่าบาท ยังไม่รวมว่ามีค่าชุดพละ 250 บาท ชุดลูกเสือซึ่งต้องมีส่วนประกอบของเครื่องแบบเช่น ผ้าพันคอ หมวก วอกเกิ้ล เข็มขัด ฯลฯ รวมแล้วตกราว 650 บาท หรือในส่วนนักเรียนหญิงจำเป็นต้องมีรองเท้าผ้าใบสำหรับชั่วโมงพละร่วมด้วย เมื่อคิดมูลค่าของทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จ ค่าใช้จ่ายจึงมีมากกว่า 2,000 บาท ต่อคน ซึ่งแน่นอนว่าหลายครอบครัวที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ลดลง ต้องนับว่าเป็นภาระที่หนักมากในช่วงเวลานี้  

ขณะที่ ณัฏฐนาท  ปฐมวรชัย เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา  กล่าวว่า ตลอดการศึกษาของลูกชายใน 14 ปี พบว่าไม่เคยได้เรียนฟรีเลย ซึ่งขณะนี้ลูกชายของแม่มดกำลังขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แม้เป็นโรงเรียนรัฐบาลแต่ก็ยังต้องเสียค่าใช้ให้สถานศึกษาปีละประมาณ 7,000 บาท ร่วมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน หรือค่าเดินทาง จะตกอยู่ที่ปีละประมาณ 20,000 บาท แต่เมื่อย้อนไปก่อนหน้านั้นในชั้นประถมศึกษาน้องเรียนโรงเรียนเอกชนสอน 3 ภาษา ทำให้ปีนึงค่าใช้จ่ายอยู่ที่ปีละ 100,000 กว่าบาท พอขึ้นมัธยมศึกษาตอนต้นแม้เป็นโรงเรียนรัฐบาลแต่เรียนในห้องอีพี ทำให้เสียค่าใช้มากกว่าห้องเรียนอื่น ๆ อยู่ที่ปีละประมาณ 50,000 บาท ทั้งนี้แม้พ่อมีรายได้พอสมควรจากอาชีพวิศวกรคอมพิวเตอร์ แต่ก็เป็นรายได้ทางเดียวของครอบครัวที่เลี้ยงชีวิตทั้ง 4 คนทั้ง พ่อ แม่ ลูกชาย และคุณย่า  

“เราเห็นว่ารัฐมีโครงการชุดนักเรียนราคาถูกเราเลยไปซื้อ แต่พบว่ามีไม่เพียงพอในบางไซส์ ทั้งนี้ได้คุยกับผู้ปกครองที่ไปเจอโดยบังเอิญที่ร้าน ซึ่งมีลูกชายขนาดใกล้เคียงกันและเขากำลังมาซื้อชุดลูกเสือ เราเลยแลกไลน์กันเผื่อนำชุดลูกเสือของลูกเราที่ไม่ได้ใช้แล้วมอบให้ เราเลยคิดว่ามันน่าจะดีถ้ามีโครงการหรือหน่วยงานที่เชื่อมข้อมูลตรงนี้ ให้สามารถนำชุดนักเรียนที่ไม่ได้ใช้แล้วถูกส่งมอบต่อให้ครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในวันเปิดเทอม” ณัฏฐนาท  กล่าว