สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศใช้อำนาจตามกฎหมายการผลิตในยามสงคราม ( Defense Production Act ) เพื่อบรรเทาความรุนแรงของวิกฤติการขาดแคลนนมผงสำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กเล็กในสหรัฐ


ทั้งนี้ ไบเดนสั่งการให้ซัพพลายเออร์ทุกแห่งต้องจัดส่งวัตถุดิบของการผลิตนมผง ให้แก่บริษัทและโรงงานด้านนี้โดยตรงเท่านั้นก่อน อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ว่าบริษัทผู้จัดหาสินค้าและวัตถุดิบขนาดใหญ่รายใดต้องปฏิบัติตามคำสั่งนี้บ้าง


ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐมีคำสั่งให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตร ประสานงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม ในการใช้อากาศยานลำเลียงของกองทัพ เพื่อการลำเลียงนมผงเด็กจากต่างประเทศ ที่รัฐบาลวอชิงตันพิจารณานำเข้าชั่วคราว ตามการพิจารณาของคณะกรรมการอาหารและยา ( เอฟดีเอ )

CBS Evening News

ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งนี้ 98% ของนมผงเด็กที่มีการบริโภคในสหรัฐ เป็นสินค้าที่ผลิตเองในประเทศ โดยบริษัท “แอบบอตต์” “มีด จอห์นสัน” “เนสท์เล่” และ “เปอร์ริโก” เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ 4 แห่ง ที่ครองส่วนแบ่งตลาด


นอกจากนี้ เอฟดีเอบรรลุข้อตกลงกับแอบบอตต์ ให้กลับมาเปิดโรงงานผลิตนมผงเด็ก ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐมิชิแกนอีกครั้ง หลังปิดไปตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและการกระจายนมผงในประเทศ ลดลงประมาณ 40% ร่วมด้วยวิกฤติเงินเฟ้อรุนแรง ที่เป็นผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนด้วย


สำหรับกฎหมายการผลิตในยามสงคราม บัญญัติเมื่อปี 2493 ในสมัยสงครามเกาหลี เป็นการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจโดยตรง สั่งให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้า และจัดลำดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องผลิต เมื่อเกิดภาวะขาดแคลน โดยทั้งไบเดนและผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้กฎหมายนี้มาแล้ว ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ขั้นวิกฤติ.

เครดิตภาพ : REUTERS