เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล” นักวิเคราะห์ด้านการลงทุน ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงความผิดปกติของการเก็บค่าธรรมเนียมออกนอกประเทศ 1,000 บาท ลงเฟซบุ๊ก Chalermporn Tantikarnjanarkul คือ การที่รัฐบาลให้เหตุผลในการเก็บเงินจากคนกลุ่มหนึ่งไปช่วยคนอีกกลุ่ม ซึ่งมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงกับคนจน และเป็นการลงโทษคนที่ดิ้นรนดูแลตัวเองได้ แต่กลับต้องรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว

โดย ระบุข้อความว่า “สิ่งที่ผมว่าเพี้ยนที่สุด ของเรื่องเก็บค่าธรรมเนียมออกนอกประเทศ 1,000 บาท ไม่ใช่เรื่องกับการเอาไปเทียบกับค่าเหยียบแผ่นดิน 300 เพราะมันคนละเรื่อง อันนั้นต่างชาติเขาเอาเงินมาให้เรา เก็บน้อย ๆ หรือไม่เก็บเลยก็ดีแล้ว แต่คือเรื่องการให้เหตุผลว่าทำไมต้องเก็บ ซึ่งทุกครั้งที่ฟังเหตุผล ผมจะรู้สึกว่า พูดแบบนี้ ไม่พูดดีกว่า แทบจะทุกอย่างที่รัฐบาลเก็บเพิ่ม ต้องมาพร้อมเหตุผลว่า ขอเอาเงินคนส่วนหนึ่ง ไปช่วยคนอีกส่วนหนึ่งนะ ขอเอาเงินคนมีปัญญาไปเมืองนอก ไปช่วยคนไม่ได้ไปนะ ขอเอาเงินคนเติมเบนซิน ไปช่วยคนเติมดีเซลนะ ขอเอาเงินคนมีรายได้ ไปช่วยคนไม่มีรายได้นะ และอีกสารพัดการขอ ก็มาด้วยเหตุผลนี้ จริงอยู่ว่าภาษี คือ เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ แต่เท่าที่รัฐ หยิบมาใช้ เรากลับรู้สึกว่ามันคือ “เครื่องมือหาเสียงกับคนจน” และ “เครื่องมือลงโทษคนที่ดูแลตัวเองได้” มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม “เพราะอะไร เพราะว่าถ้าการเอาเงินภาษีไปช่วยคนจน แต่ไม่เคยคิดจะทำให้เขาหายจน ภาษีนั้นคือ “เครื่องมือหาเสียง” เพราะอะไร เพราะว่าถ้าคุณเอาแต่เก็บเงินคนกลุ่มเดิม ๆ ซ้ำซาก แค่เพราะพอจ่ายไหว เลยต้องจ่ายทุกอย่าง โดยไม่ทำให้รู้สึกว่าเขาได้อะไรกลับมาเลย มันคือ “การลงโทษ” ในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำผิด ผมว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ เขาก็แค่ทำมาหากินปกติ เลี้ยงปากท้องได้ เพราะดิ้นรนพยายาม แล้วผมไปเป็นหนี้คนจนแต่ชาติปางไหน ก็เห็นใจนะที่เขาลำบาก ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ หรือไม่อยากให้ช่วยเขา แต่ทำไมต้องจ่ายอยู่คนเดียว คนดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระใคร ไม่ต้องลำบากให้รัฐมาดูแล ไม่มีรางวัลให้ยังพอทำใจ เรายังต้องมารู้สึกเหมือนโดนลงโทษอีกหรือ ซึ่งถ้ารัฐบาล (บางท่าน) ถูกเอาไมค์จ่อปากทีไร ก็ตอบแต่อะไรที่จี้ใจเราแบบนี้มา ช่วยอย่าตอบดีกว่า ถ้ามีคนยื่นไมค์มาให้ ก็อมไมค์เข้าไปเลย พวกเราจะหงุดหงิดใจน้อยกว่าครับ”

ขอบคุณข้อมูล : Chalermporn Tantikarnjanarkul