เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้ประชุมมอบนโยบายและการกำกับติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ตามนโยบาย ตาม 12 นโยบาย การจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ซึ่งเป็นนโยบายของรมว.ศึกษาธิการ โดยในส่วนของสอศ.ได้ติดตามการขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)  การศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของสอศ.ในการนำเอายุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยมาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อผลิตและกำลังคนตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0

เลขาธิการกอศ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้รมว.ศึกษาธิการ ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการศึกษาในรูปแบบทวิภาคี ซึ่งมีข้อสั่งการให้สอศ.เดินหน้าการจัดการศึกษารูปแบบทวิภาคีให้มากขึ้นจากเดิมจัดการศึกษาในรูปแบบนี้เพียง 20 % แต่จะต้องเพิ่มเป็น 50% ให้ได้ภายใน 3 ปีตั้งแต่ปีการศึกษา 2565-2567  ซึ่งตนได้รับข้อสั่งการจากน.ส.ตรีนุช แจ้งไปยังสถานศึกษาสังกัดสอศ.ทุกแห่งแล้วให้เดินหน้าการจัดการศึกษาทวิภาคีให้มากขึ้นแล้ว สำหรับการจัดการศึกษารูปแบบทวิภาคีนั้นรมว.ศึกษาธิการมองว่าเป็นการจัดการศึกษาที่สำคัญตอบโจทย์การสร้างอาชีพ เพราะผู้เรียนได้เรียนรู้การปฎิบัติงานจริงในสถานประกอบการ มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพนั้นๆมาเป็นครูฝึกสอนให้ อีกทั้งมีรายได้ระหว่างเรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วสถานประกอบการจะรับนักศึกษาเข้าทำงานทันที เนื่องจากตรงกับสมรรถนะที่สถานประกอบการมีความต้องการ ส่วนประเด็นที่สถานประกอบการส่วนใหญ่สะท้อนถึงเรื่องภาษาอังกฤษของผู้เรียนอาชีวะว่ายังไม่มีทักษะเท่าที่ควรนั้น ในเรื่องนี้สอศ.ได้ปรับการกำหนดตัวชี้วัดใหม่แล้ว โดยสมรรถหลักของผู้เรียนสายอาชีพจะมุ่งเป้าหมาย 3 ด้าน คือ สมรรถนะด้านวิชาชีพ สมรรถนะด้านภาษา และสมรรถนะดิจิทัล ดังนั้นเชื่อมั่นว่าจากนี้ไปผู้เรียนสายอาชีพจะมีสมรรถหลักที่เข้มข้นและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างแน่นอน