วันที่ 8 ก.ค. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/69 ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ธปท. ได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงหรือสูงที่สุดในตลาด ณ ขณะนี้ โดยเน้นย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่เป็นการปรับขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยแล้วถือว่ายังห่างไกลจากจุดที่น่าพอใจพอสมควร

ทั้งนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูดีขึ้น แต่มีความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่ภายใต้การฟื้นตัวแบบ K-shaped อย่างชัดเจน โดยการเติบโตนั้นกระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกและกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ซึ่งยังไม่กระจายตัวไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าความเสี่ยงปรับลดลงพอสมควร โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

แต่ ธปท. ยังไม่สามารถวางใจได้เนื่องจากมี 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ทั้งการส่งผ่านต้นทุนที่ยังไม่หมดสิ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอาหารสดพุ่งสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังมีความผันผวนและส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้ทุกเมื่อ

“เปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล นโยบายการเงินเปรียบเสมือนกองหลังที่มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ แม้ที่ผ่านมาจะมีการเติมเกมรุก ด้วยการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจในช่วงต้นปีเมื่อเห็นโอกาสและไม่มีความเสี่ยง แต่หน้าที่หลักยังคงเป็นการคุมโซนป้องกันมากกว่า ในขณะที่ กองหน้า หรือนโยบายเชิงรุกนั้น จะเป็นหน้าที่ของมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดของธปท.ที่จะเข้าไปจัดการปัญหาในแต่ละภาคส่วนอย่างตรงจุด”

นายดอน กล่าวถึงกรณีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้เมื่อไรนั้น นโยบายการเงินในตอนนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจไทยจะให้เติบโตกว่านี้ รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เศรษฐกิจไทยไม่ควรต่ำกว่านี้ไปนาน เพราะถ้าปล่อยให้โตต่ำนาน ในระยะต่อไปจะส่งปัญหาต่อเสถียรภาพได้ด้วย ซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่งานหลักของ ธปท. แต่มีการยื่นมือไปถึงรัฐและเอกชน หวังโครงการรีอินเวนต์ ไทยแลนด์ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ และ ธปท.จะช่วยปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร ผ่านการวิจัยของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ และร่วมมือรัฐและเอกชนหลายด้าน

ขณะที่ การปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติ (Policy Normalization) นั้น เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตได้ตามศักยภาพ ควรโตได้อย่างน้อย 2.7% หรือสูงกว่า 2.7% และสูงไปอีกสักพัก ซึ่งอาจจะอยู่ 3% โดยต้องติดตามรอดูฝีมือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ตั้งเป้าการเติบโตศักยภาพเศรษฐกิจเกิน 3% ใน 3 ปี

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ธปท. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ คือ ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่ประเมินไว้ แรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความไม่ทั่วถึง โดยคาดการณ์ว่าในปี 70 GDP จะขยายตัวที่ 1.8% ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า

นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนเผชิญความท้าทายจากค่าครองชีพ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนในปี 69 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.6% สาเหตุหลักมาจากรายได้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลกและค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาครัฐในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.นี้จะช่วยพยุงการบริโภคให้ยังขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

นางปราณี กล่าวว่า ได้ปรับเป้ามูลค่าการส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 14% โดยกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีซึ่งมีสัดส่วน 26% ของการส่งออกทั้งหมด อาจขยายตัวได้สูงถึงเกือบ 44% ตามความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 6% ในปีนี้

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีลักษณะสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้ก่อนจะปรับลดลงในปีหน้า โดยมีลักษณะเป็นรูปภูเขาที่จะขึ้นไปสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 69 โดยย้ำการส่งผ่านราคายังคงกระจุกตัวอยู่ในหมวดพลังงานและต้นทุนทางอ้อมบางส่วนเท่านั้น และยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง หรือสัญญาณที่สะท้อนว่าประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ซึ่งจากผลสำรวจผู้ประกอบการส่วนใหญ่กว่า 60% คาดว่าจะปรับขึ้นราคาไม่เกิน 10% ในอีก 3 เดือนข้างหน้า สะท้อนว่าราคาไม่ได้มีทิศทางไถลขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ดัชนีราคาในหมวดสินค้าที่ต้องซื้อบ่อย เช่น อาหารสด มีการปรับตัวสูงขึ้นเด่นชัดกว่าหมวดอื่น ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกถึงภาระค่าครองชีพที่หนักกว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย นอกจากนี้ สินค้าประเภทราคาถูกมีการปรับราคาแรงกว่าสินค้าที่มีความซับซ้อน เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบสูงและมาร์จิ้นบาง สะท้อนถึงภาวะความเหลื่อมล้ำของผลกระทบจากเงินเฟ้อต่อกลุ่มคนรายได้น้อย อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง 5 ปี ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% โดยอยู่ที่ประมาณ 1.3% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อนโยบายการเงิน

นายสุรัช กล่าวว่า การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันถือเป็นนโยบายที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราวขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำ โดย ธปท. พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไป โดยจะทำงานประสานกับนโยบายการคลังและมาตรการเฉพาะจุด เช่น การแก้ปัญหาหนี้และการเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี เพื่อยกประสิทธิภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

“กรณีล่าสุดราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลง มีส่วนให้เงินเฟ้อปรับลดลงบ้าง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมีปัจจัยหลายประการ ทั้งมาตรการภาครัฐออกมาเพิ่มเติม และเรื่องจุดตั้งต้นเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อปรับลด 2.4% ยืนยันไม่ได้มีผลต่อนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ  ส่วนผลต่อราคาสินค้า ที่ผ่านมามีราคาสินค้าหมวด 70% อาหารในบ้าน-นอกบ้าน อาหารสำเร็จรูป ราคาขึ้นแล้วขึ้นเลย ยากที่สินค้าบางประเภทปรับลดลง”