นายเดนิส พารินอฟ นักวิจัยด้านความปลอดภัย แคสเปอร์สกี้ บริษัทผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เปิดเผยว่า แคสเปอร์สกี้ ประเมินการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตต่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ระหว่างเดือน ม.ค.ถึง เม.ย.65 ตรวจพบการติดมัลแวร์ เกือบ 35,400,000 รายการ เพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านรายการ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ มีการติดมัลแวร์ 32,500,000 รายการ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ตรวจพบการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต 317,347 รายการ เพิ่มสูงขึ้นถึง 107.62% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่ตรวจพบ 152,848 รายการ สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีตัวเลขภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตต่อธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอินโดนีเซีย พบมากที่สุด 2,063,711 รายการ รองลงมาคือ เวียดนาม ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ตามลำดับ

ส่วนการตรวจจับ โทรจัน-พีเอสดับเบิลยู ที่เป็นมัลแวร์ที่ขโมยรหัสผ่านพร้อมข้อมูลบัญชีอื่น ๆ ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถ เข้าถึงเครือข่ายขององค์กรและขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้ ในทั่วโลกสามารถตรวจพบ 4,003,323 ครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3,029,903 ครั้งในปีก่อน สำหรับประเทศไทยจำนวนการตรวจจับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับแนวโน้มของโลก โดยตรวจจับได้ 19,885 รายการ เพิ่มขึ้น 2.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ตรวจจับได้ 19,428 รายการ

นายเดนิส กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนไปทำงานระยะไกลและการนำเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก มาใช้ในการดำเนินงานประจำวันของบริษัทขนาดเล็ก มาตรการรักษาความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องพัฒนา อาชญากรไซเบอร์นั้นล้ำหน้าไปมาก ดังนั้นทุกองค์กรจะประสบกับการพยายามโจมตีในบางจุด สำหรับบริษัทขนาดเล็ก เพื่อป้องกันธุรกิจควรจัดฝึกอบรม ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นพื้นฐานแก่พนักงาน และใช้โซลูชันในการป้องกันฟิชชิ่ง เพื่อลดโอกาสในการติดมัลแวร์ ผ่านอีเมลฟิชชิ่ง และต้องดำเนินมาตรการปกป้องข้อมูลที่สำคัญ และอุปกรณ์ของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้ การป้องกันด้วยรหัสผ่าน การเข้ารหัสอุปกรณ์ที่ทำงาน และการสำรองข้อมูล พร้อมรักษาอุปกรณ์ทำงานให้ปลอดภัย อย่าวางอุปกรณ์ไว้ในที่สาธารณะโดยไม่มีผู้ดูแล ล็อกอุปกรณ์เสมอ ใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และซอฟต์แวร์เข้ารหัส.