เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 30 พ.ค. ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วาระแรก ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย.65 ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว และพิจารณารายละเอียดขงร่าง พ.ร.บ.งบฯทั้งหมด ทั้งเรื่อศักยภาพ ความรู้ความสามารถของผู้ที่จะบริหารงบประมาณคือตัวรัฐบาล และครม. รวมทั้งสิ่งที่เราพบเจอในการจัดงบประมาณปีนี้ค่อนข้างมีความสุ่มเสี่ยงมาก โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่วิกฤติ ทั้งโควิด-19 สงคราม เศรษฐกิจ ความขัดแย้งต่างๆ แต่วิธีการจัดงบประมาณไม่ตอบสนองในการแก้ปัญหาให้กับประเทศ และสิ่งที่เราเจอเสมือนเป็นทางตัน สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.หนี้สาธารนะ
ตัวเลขงบประมาณปี 66 ตั้งไว้เหมือนกับเป็นตัวเลขที่อุปโลกน์ เช่นการจัดเก็บรายได้ตั้งไว้ 2.49 ล้านล้านบาท ถามว่าความสามารถที่จะเก็บได้ทำไมต้องเพิ่มมาอีก 0.9 ล้านล้านบาท เพราะ 2.4 ล้านล้านบาท ยังเป็นไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นการตั้งการจัดเก็บรายได้ไว้ 2.49 ล้านล้านบาท ส่งผลต่ออะไร ซึ่งฝ่ายค้านกำลังจะไปดูว่ามีผลต่อการที่จะวางกรอบของเงินกู้หรือไม่ ถ้าตั้งรายได้ไม่ถึงการจะกู้ชดเชยงบประมาณขาดดุล ตัวเลขจะต่ำ เพดานกู้จะแคบ ตรงนี้เราจะเห็นว่าเหมือนเป็นทางตัน แต่ที่สำคัญนำไปใช้ไม่ได้ก่อประโยชน์ ผิดที่ผิดทาง ผิดวัตถุประสงค์ สุ่มเสี่ยงส่อไปในทางเอื้อประโยชน์และแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองเนื่องจากใกล้ช่วงเลือกตั้ง จึงเห็นว่าการจัดทำงบประมาณนี้มีลักษณะกระจุกตัวมากกว่า
“พรรคฝ่ายค้านยังไม่มีมติว่าจะโหวตอย่างไร แต่ทุกฝ่ายหารือร่วมกันแล้ว แต่ละพรรคเห็นตรงกันว่าไม่สามารถรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ได้ การไม่รับคือต้องโหวตลงมติไม่รับ เพราะการงดออกเสียงเป็นวิธีการลงคะแนนในภาวะงบประมาณปกติ ประเทศปกติ ซึ่งการงดออกเสียงคือการแสดงมารยาท ดังนั้นการจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก เรางดออกเสียง เรายังมีข้อเสนอและคำแนะนำที่จะไปปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการฯ แต่งบปี 66 เราดูแล้ว แม้จะปรับแก้ก็แก้อะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปงดออกเสียง จึงต้องบอกกันตรงๆว่าเราโหวตไม่รับร่างพ.ร.บ.งบฯฉบับนี้”
เมื่อถามว่า เมื่อมีมติไม่รับร่างแล้วแต่เสียงข้างมากโหวตผ่าน ฝ่ายค้านจะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฯ (กมธ.) หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านไม่เคยตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ส่งคนเข้าไปเป็นกรรมาธิการฯ เพราะกระบวนการพิจารณาในสภาฯเมื่อเสียงข้างมากเห็นชอบ เราก็ต้องยอมรับ เราไม่ดื้อดึงถึงขั้นไม่ร่วมพิจารณาเลย เพราะจะยิ่งทำให้เกิดผลเสีย ตามกลไกฝ่ายค้านก็ต้องส่งคนเข้าไปเป็นกรรมาธิการฯ แม้จะเห็นว่าปรับแก้อะไรไม่ได้ แต่ฝ่ายค้านยังมีสิทธิเข้าไปตรวจสอบและทักท้วงในสิ่งที่เห็นว่าไม่ชอบมาพากลได้ แล้วนำข้อมูลมาเปิดเผยในการพิจารณาวาระสอง ถ้าไม่ชอบมาพากลก็มีโอกาสที่จะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่
เมื่อถามว่า ยังยืนยันว่าหากงบปี 66 ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบคือนายกรัฐฒนตรีต้องลาออกและยุบสภาใช่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า มี 2 ทางคือ หากงบประมาณไม่ผ่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องลาออกหรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะถ้าไม่มีงบประมาณไปบริหารประเทศแล้วจะบริหารได้อย่างไร จึงเป็นข้อขัดแย้งที่รุนแรงเป็นอันดับสองรองจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากงบฯไมผ่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่าจะใช้โอกาสนี้ว่ายุบสภามีประโยชน์หรือไม่ หรือลาออกประโยชน์ดีกว่าหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี



