ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 มิ.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด (โฟกัสกรุ๊ป) ต่อกรณีการรวมธุรกิจ ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ครั้งที่ 3 กลุ่มวิชาการ เพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ โดย นายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.ได้จัดทำกรอบการศึกษาประเมินผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จากการควบรวมกิจการ ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มค้าส่งบริการ กลุ่มค้าปลีกบริการ ราคาค่าบริการ และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ฯลฯ
นายประถมพงศ์ ศรีนวล เศรษฐกรเชี่ยวชาญ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 2 กล่าวว่า ได้ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ผลกระทบด้านราคา 2 แบบจำลอง ของยุโรป และสหรัฐอเมริกา พบว่า การใช้งานวอยซ์ (เสียง) และดาต้า (ข้อมูล) บ่งบอกถึงอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่า โมเดล การใช้งานด้านเสียงเพียงอย่างเดียว โดยอัตราค่าบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดเมื่อไม่มีการร่วมมือกัน คือ 2.03-19.53% กรณีร่วมมือกันในระดับต่ำ ราคาเพิ่มขึ้น 12.57-39.81% กรณีร่วมกันในระดับสูง ราคาเพิ่มขึ้น 49.30-244.50%

ด้านนายพรเทพ เบญญาอภิกุล คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กรณีการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า หากราคาเปลี่ยนแปลงตามผลการศึกษาของกสทช.ยังส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพี หากไม่มีการร่วมมือกัน จีดีพีหดตัวลง 0.05-0.11% กรณีร่วมมือกันระดับต่ำ จีดีพีหดตัวลง 0.17-0.33% กรณีร่วมมือกันในระดับสูง จีดีพีหดตัวลง 0.58-1.99% และพบว่า มูลค่าจีดีพีลดลง กรณีไม่มีความร่วมมือ จีดีพีลดลงในช่วง 8,244-18,055 ล้านบาท กรณีร่วมมือระดับต่ำ จีดีพีลดลงในช่วง 27,148-53,147 ล้านบาท กรณีร่วมมือระดับสูง จีดีพีลดลงในช่วง 94,427-322,892 ล้านบาท ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ หากไม่มีการร่วมมือกัน เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.05-0.12% กรณีร่วมมือกันระดับต่ำ เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.17-0.34% กรณีร่วมมือกันในระดับสูง เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.60-2.07%
นายรุจิระ บุนนาค นักวิชาการอิสระ และอาจารย์พิเศษ ม.อัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่า การควบรวมมีประโยชน์พอสมควร ต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ต้องคิดถึงผลกระทบจากดิจิทัล ดิสรัปชั่น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมา กสทช.เคยคาดการณ์ผิดกรณีทีวีดิจิทัล และไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการให้บริการเนื้อหาบนสื่ออินเทอร์เน็ต (โอทีที) ที่ทำให้ บ.โทรคมนาคมต้องลงทุน 5จี เพิ่มขึ้นถึง 300% ซึ่งไม่ได้นำข้อมูลมาพิจารณาด้วย จึงต้องนำเรื่องดิจิทัลดิสรัปชั่นมาเป็นปัจจัยในการศึกษาด้วย และส่งเสริมผู้ประกอบการให้แข่งขันเป็นธรรม และให้ผู้ประกอบการไทยมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และต้องคำนึงถึงประชาชนได้เข้าถึงบริการ มากกว่าการแข่งขัน

นายเสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ผู้ประกอบการมีน้อยรายไม่แน่ว่าราคาค่าบริการจะขึ้นเสมอไป อยู่ที่การแข่งขันด้วย ซึ่งตอนนี้ทางเอไอเอสก็เริ่มขยับตัวแข่งขันด้านราคาแล้ว ซึ่งการควบรวมจะทำให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมใหม่ มีการแชร์ทรัพยากรด้านเครือข่ายรวมกัน ลดการลงทุน สามารถนำเงินส่วนนี้ มาพัฒนาบริการและทำตลาด ส่วนด้านราคาค่าบริการ กสทช.เป็นหน่วยงานที่จะควบคุมไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคได้
นายณัฏฐพงศ์ จันทราทิพย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ตามปกติดัชนีการกระจุกตัวของธุรกิจ (เอชเอชไอ) หากเกิน 2,000 จะมีผลต่อการผูกขาดในตลาด ซึ่งการควบรวมจะทำให้ค่าเอชเอชไออยู่ในระดับสูง จึงต้องทำ ให้การแข่งขันกระจายตัว เพื่อให้มีผลประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด
ด้านนายปริญญา หอมเอนก นักวิชาการ กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า คือ ยุคของดิจิทัล ทรานฟอร์ม ซึ่งประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้เบอร์โทรฯของโอเปอเรเตอร์หรือผู็ให้บริการ แต่สามารถติดต่อสื่อสารกันผ่านไลน์ เฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นว่า โอทีที มีการแข่งขันกับโอเปอเรเตอร์อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ดาต้ากลายเป็นวอยซ์ จึงต้องการให้ กสทช. ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ในตลาดยังมีบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที อีกรายที่เป็นผู้ให้บริการ ดังนั้นการควบ หรือไม่ควบรวมไม่ใช่ประเด็น ต้องดูที่ประโยชน์ว่าคนไทย สตาร์ทอัพ ได้อะไร จะเกิดการลงทุนมีการแข่งขัน และนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งการรวมกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนดมากกว่า โดยเชื่อว่า กสทช.สามารถดูแลเรื่องราคาได้อยู่แล้ว ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีและไม่ได้ลงทุนอะไรเอง การที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในไทยจึงเป็นเรื่องดี
รายงานข่าวจาก สำนักงาน กสทช. กล่าวว่า ทางสำนักงาน กสทช. จะรวบรวมความเห็นในการเปิดโฟกัสกรุ๊ปทั้ง 3 ครั้ง คือ ในกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มผู้บริโภค และ กลุ่มนักวิชาการ รวมถึงการนำเสนอความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ เพื่อนำเสนอต่อบอร์ด กสทช.รับทราบในการประชุมวันที่ 15 มิ.ย.65 นี้ โดยยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีการลงมติให้ควบรวม หรือ ไม่ให้ควบรวมเมื่อใด อย่างไรก็ตามกรอบการดำเนินงานในเรื่องควบรวมของทรู-ดีแทค ทุกอย่างจะต้องจบหรือมีมติภายในวันที่ 10 ก.ค.นี้



