สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ว่าคณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง กลับคำวินิจฉัยคดี “โรกับเวด” (Roe v. Wade) ฉบับปี 2516 ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิการยุติตั้งครรภ์ของผู้หญิงในประเทศในระดับเดียวกัน แต่มีเงื่อนไข คือถึงจุดที่ทารกสามารถมีชีวิตรอด และเติบโตได้นอกมดลูก ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 28 สัปดาห์ หลังการปฏิสนธิ
In a stunning 5-4 decision, the U.S. Supreme Court overturned the landmark 1973 Roe v. Wade decision that legalized abortion nationwide – a move that potentially threatens the health and welfare of millions of American women https://t.co/pJe1JM5olx pic.twitter.com/jPLcl0dcid
— Reuters (@Reuters) June 24, 2022
ขณะเดียวกัน คณะตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง พิพากษายืนกฎหมายต่อต้านการทำแท้งของรัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งกำหนดห้ามทำแท้ง หลังตั้งครรภ์ได้ 15 สัปดาห์

มติดังกล่าวของศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมากโดยคณะผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม หมายความว่า นับจากนี้ แต่ละรัฐของเมริกาสามารถกำหนดกฎหมายและข้อจำกัดเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ได้เอง
State laws banning abortion are taking effect today – some of them so extreme that women can be punished for protecting their own health, even in cases of rape and incest.
— President Biden (@POTUS) June 24, 2022
The health and lives of millions of women are at risk. pic.twitter.com/wRGtHGgoWp
ปัจจุบัน มี 26 รัฐ ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้และในภูมิภาคมิดเวสต์ หรือทางตะวันตกตอนกลางของสหรัฐ และบริหารโดยผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีจุดยืนชัดเจนว่า พร้มออกกฎหมายห้ามทำแท้ง เมื่อใดก็ตามที่ศาลฎีกาของประเทศพลิกคำตัดสินคดีโรกับเวด จึงมีความเป็นไปได้มากว่า ผู้หญิงในรัฐกลุ่มนี้ซึ่งประสงค์ทำแท้ง แม้ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ต้องเดินทางข้ามไปยังรัฐอื่น ที่สิทธิดังกล่าวยังคงได้รับความคุ้มครอง
ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประณามมติของศาลฎีกาสหรัฐว่า “รุนแรงและจะนำบ้านเมืองไปสู่เส้นทางอันตราย” และเรียกร้องสภาคองเกรสร่วมกันบัญญัติกฎหมาย ปกป้องสิทธิการทำแท้ง
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวถึงการเตรียมผลักดันให้หญิงในประเทศสามารถเข้าถึงยาคุมกำเนิด และยาซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำแท้ง ที่อนุมัติโดยคณะกรรมการอาหารและยา (เอฟดีเอ) พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือ หากเกิดกรณีไม่สามารถเดินทางข้ามรัฐเพื่อไปทำแท้งได้.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS



