สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง จำกัดอำนาจของสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐ ( อีพีเอ ) ในการใช้อำนาจควบคุม และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซ โดยมติของศาลสูงสุดสหรัฐ ระบุว่า อีพีเอไม่มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ที่จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว


สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐในเรื่องนี้ มาจากการยื่นฟ้องโดยผู้ว่าการ 19 รัฐ นำโดย รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งกลุ่มรัฐที่ร่วมฟ้องส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกัน หรือเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานบริษัทถ่านหินชั้นนำของประเทศ โดยมีการระบุในสำนวนฟ้อง ว่ามาตรการควบคุมของอีพีเอจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่ง รวมตัวประท้วงหน้าศาลฎีกาสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน หลังคณะตุลาการสูงสุดของประเทศมีมติจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลาง ในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอน


ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน วิจารณ์คำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกา ว่าเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายตุลาการ “นำบ้านเมืองถอยหลังลงคลอง” อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว ศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำวินิจฉัย ว่าการพกอาวุธปืนในสถานที่สาธารณะ “เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพลเมือง” และการกลับคำตัดสินคดี “โรกับเวด” เมื่อปี 2516 ซึ่งหมายถึงการยุติคุ้มครอง “สิทธิการทำแท้ง” ของสตรี และนับจากนี้ แต่ละรัฐของเมริกาสามารถกำหนดกฎหมายและข้อจำกัดเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ได้เอง


ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันของไบเดนมีแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงาน “ให้เป็นศูนย์” ภายในปี 2578 ปัจจุบัน สหรัฐเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดอันดับสองของโลก รองจากจีน.

เครดิตภาพ : REUTERS