สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง จำกัดอำนาจของสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐ ( อีพีเอ ) ในการใช้อำนาจควบคุม และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซ โดยมติของศาลสูงสุดสหรัฐ ระบุว่า อีพีเอไม่มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ที่จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว
The Supreme Court has ruled to limit the EPA’s power to fight climate change by limiting the agency's ability to regulate greenhouse gases from power plants. @DevinDwyer reports. https://t.co/PsZJm0RJcM pic.twitter.com/QFRnUyI2W4
— ABC News Live (@ABCNewsLive) July 1, 2022
While I am deeply disappointed by the Supreme Court’s decision, we are committed to using the full scope of EPA’s authorities to protect communities and reduce the pollution that is driving climate change.
— Michael Regan, U.S. EPA (@EPAMichaelRegan) June 30, 2022
My full statement ⬇️ pic.twitter.com/wGx14YQxzt
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐในเรื่องนี้ มาจากการยื่นฟ้องโดยผู้ว่าการ 19 รัฐ นำโดย รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งกลุ่มรัฐที่ร่วมฟ้องส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกัน หรือเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานบริษัทถ่านหินชั้นนำของประเทศ โดยมีการระบุในสำนวนฟ้อง ว่ามาตรการควบคุมของอีพีเอจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน วิจารณ์คำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกา ว่าเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายตุลาการ “นำบ้านเมืองถอยหลังลงคลอง” อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว ศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำวินิจฉัย ว่าการพกอาวุธปืนในสถานที่สาธารณะ “เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพลเมือง” และการกลับคำตัดสินคดี “โรกับเวด” เมื่อปี 2516 ซึ่งหมายถึงการยุติคุ้มครอง “สิทธิการทำแท้ง” ของสตรี และนับจากนี้ แต่ละรัฐของเมริกาสามารถกำหนดกฎหมายและข้อจำกัดเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ได้เอง
ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันของไบเดนมีแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงาน “ให้เป็นศูนย์” ภายในปี 2578 ปัจจุบัน สหรัฐเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดอันดับสองของโลก รองจากจีน.
เครดิตภาพ : REUTERS



