ดอกขจร เป็นไม้ประเภทเถาเลื้อยขนาดเล็กเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ซึ่งเถายาวจะสามารถเลื้อยยาวได้มากกว่า 3-10 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกบริเวณข้อของเถาโดยจะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลมยาวเป็นติ่ง กลางใบกว้างส่วนโคนใบมนเว้า ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-8 ซม. และยาวประมาณ 4-10 ซม. หลังใบ และท้องใบเรียบ แผ่นใบบาง เกลี้ยง เป็นสีเขียวสด ใบเป็นคลื่นเล็กน้อย และมีขนอ่อนปกคลุม เส้นใบสามารถมองเห็นได้ชัด มี 5 เส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1.5-2 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจุกแบบซี่ร่ม โดยจะออกตามข้อลำต้น ง่ามใบ หรือ ปลายกิ่ง และจะมีดอกย่อยเรียงกันเป็นกระจุก ช่อดอกมีก้านดอกสั้นสีน้ำตาลอมเทา ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร พวงดอก หรือ ช่อดอกแต่พวงจะมีดอกย่อยประมาณ 10-20 ดอก ดอกย่อยจะแข็งมีกลิ่นหอม และมีสีเขียวอมสีเหลือง หรือ สีส้มบริเวณกลางดอกมีสีเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ กลีบดอกย่น และบิด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก
ดอกขจรยังเป็นแหล่งรวบรวมโภชนาการที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด วิตามินเอสูง ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และป้องกันหวัด รวมถึงแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยลดความเสี่ยงของโรคลำไส้ มีธาตุเหล็กสูง ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะโลหิตจาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล ลดความหวาน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด
ส่วนยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ ราก ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมาช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพรใช้หยอดรักษาตา ดอกขจรแม้จะมีประโยชน์แต่ก็ต้องระวังในการรับประทาน บางคนอาจอาการแพ้แม้พบได้น้อย แต่บางรายอาจมีอาการแพ้ ผื่นคัน หรือระคายเคือง รากขจรมีรสเย็นเบื่อ มีฤทธิ์ทำให้อาเจียนและถอนพิษเบื่อเมา จึงไม่ควรนำรากมาทำอาหารควรลวกหรือปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เพื่อลดกลิ่นเหม็นเขียวและเพิ่มความปลอดภัย การนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้



