สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ใช้อำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหาร ลงนามในคำสั่งว่าด้วยการปกป้อง และเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้แก่สตรีอเมริกัน ในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพื่อการคุมกำเนิดและการยุติการตั้งครรภ์ หรือการทำแท้ง
สำหรับสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว เป็นการที่ผู้นำสหรัฐมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ขยายขอบเขตของบริการ “ยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์” และบริการอื่นทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ตามที่ได้รับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิด การให้คำปรึกษาด้านการวางแผนครอบครัว และการรักษาความเป็นส่วนบุคคลให้กับสตรีที่เข้ารับบริการทำแท้ง
"To protect our nation from an extremist agenda that is antithetical to everything we believe as Americans, I am going to sign this executive order."
— CBS News (@CBSNews) July 8, 2022
Pres. Biden signs executive order on abortion access nationwide two weeks after the Supreme Court overturned Roe v. Wade. pic.twitter.com/lotTwy4asZ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจน ว่าคำสั่งของไบเดนจะได้ผลในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตอนนี้ทั้ง 50 รัฐและกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ สามารถบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งได้เองแล้ว ตามมติครั้งประวัติศาสตร์ของศาลฎีกา ซึ่งผู้นำสหรัฐยังคงวิจารณ์ว่า “เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต” และ “ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”
State laws banning abortion are taking effect today – some of them so extreme that women can be punished for protecting their own health, even in cases of rape and incest.
— President Biden (@POTUS) June 24, 2022
The health and lives of millions of women are at risk. pic.twitter.com/wRGtHGgoWp
ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลสูงสุดในกรุงวอชิงตัน มีคำพิพากษาเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยเสียงข้างมาฉิวเฉียด 5 ต่อ 4 เสียง กลับคำวินิจฉัยคดี “โรกับเวด” (Roe v. Wade) ฉบับปี 2516 ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิการยุติตั้งครรภ์ของผู้หญิงในประเทศในระดับเดียวกัน หมายความว่า นับจากนี้ แต่ละรัฐของเมริกาสามารถกำหนดกฎหมายและข้อจำกัดเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ได้เอง
ปัจจุบัน มี 26 รัฐ ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้และในภูมิภาคมิดเวสต์ หรือทางตะวันตกตอนกลางของสหรัฐ และบริหารโดยผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีจุดยืนชัดเจนว่า พร้อมออกกฎหมายห้ามทำแท้ง เมื่อใดก็ตามที่ศาลฎีกาของประเทศพลิกคำตัดสินคดีโรกับเวด จึงมีความเป็นไปได้มากว่า ผู้หญิงในรัฐกลุ่มนี้ซึ่งประสงค์ทำแท้ง แม้ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ต้องเดินทางข้ามไปยังรัฐอื่น ที่สิทธิดังกล่าวยังคงได้รับความคุ้มครอง.
เครดิตภาพ : REUTERS



