เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิปฝ่ายค้าน ว่า อยากชวนประชาชนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมติยืนยันว่าจะมีกฎหมายฉบับใดบ้าง ที่ค้างจากสภาชุดที่แล้วได้ไปต่อ ซึ่งตนเห็นว่ามีหลายฉบับที่มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ที่มีส่วนทำให้อากาศบริสุทธิ์ และสามารถแก้ไขปัญหา PM 2.5 และมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมได้

ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลสามารถใช้แก้ไขปัญหาการผูกขาด หรือส่งเสริมการแข่งขันในตลาดได้ ถ้าตลาดมีการแข่งขันหรือการผูกขาดที่น้อยลงก็จะแปรมาเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้กับประชาชน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่มีส่วนทำให้สิทธิของผู้ใช้แรงงานใกล้เคียงกับมาตรฐานสากลมากขึ้น ทั้งชั่วโมงทำงาน วันลา และสัญญาจ้างที่เป็นธรรม ซึ่งก็ต้องรอดูว่า ครม. จะมีมติยืนยันกฎหมายฉบับใดบ้าง 

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ทางวิปรัฐบาลออกมายืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นหนึ่งในกฎหมายที่จะถูกยืนยัน ซึ่งฝ่ายค้านจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากร่างกฎหมายฉบับใดที่ ครม. ไม่มีมติยืนยันในวันนี้ และฝ่ายค้านเห็นว่า ครม. ควรจะยืนยัน เราก็จะซักถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำคำชี้แจงกลับไปให้ ครม. ทบทวนการตัดสินใจ เพราะหากไม่ยืนยันวันนี้ ก็จะมีการประชุม ครม. ในวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งก็จะยังอยู่ในกรอบ 60 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันนี้ โดยวงเงินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 2 แสนล้านบาท ที่จะใช้ในการเยียวยาประชาชนจากวิกฤติพลังงาน และอีก 2 แสนล้านบาท เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งพรรคประชาชนมีความกังวลใจ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นการเยียวยาแบบหว่านแห สุ่มเสี่ยงตกหล่น แต่เราเห็นตรงกันว่า ด้วยวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 

เรามีความกังวลในรายละเอียดคือ แม้ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะพูดมาโดยตลอดว่า ต้องการเยียวยาแบบพุ่งเป้า แต่โครงการที่เห็นโดยเฉพาะไทยช่วยไทยพลัสที่ต่อยอดมาจากคนละครึ่ง เป็นโครงการในลักษณะหว่านแห ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และหากขั้นตอนในการลงทะเบียนเป็นใครลงก่อนได้ก่อน ก็เป็นการสุ่มเสี่ยงว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประชาชนที่เดือดร้อนที่สุด และแม้จะมีโครงการดังกล่าว แต่ก็เห็นว่าอาจจะมีบางกลุ่มที่ตกหล่นจากมาตรการต่างๆ อยู่ เช่น ภาคขนส่งและภาคประมง ซึ่งทั้งสองภาคจะเข้าพบทีม ครม.เงา ในวันที่ 6 พ.ค. เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพมาตรการของรัฐบาล 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ถ้ารัฐบาลเดินหน้าด้วยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในลักษณะที่ประชาชนต้องออกส่วนหนึ่ง 40% อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับเป้าหมายหลักที่ต้องการเยียวยาและลดค่าของชีพของประชาชน โครงการที่มีลักษณะให้ประชาชนช่วยออก ที่ผ่านมามักจะใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่า แต่ปัญหาที่เราเผชิญอยู่เป็นปัญหาเรื่องต้นทุนและค่าครองชีพ จึงคิดว่าการออกโครงการในรูปแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสมที่สุด 

ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง 2 แสนล้านบาท เป็นโครงการตีเช็คเปล่าที่พยายามจะหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ก็ตั้งคำถามว่าเหตุใดก้อนนี้ ถึงไปรวมอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะออกเป็น พ.ร.ก. ต้องเป็นเรื่องที่เร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านวิกฤติพลังงาน น่าจะจัดเป็น พ.ร.บ. เพื่อเสนอเข้าสภาจะเหมาะสมกว่า ซึ่งการออกเป็น พ.ร.บ. ไม่ได้ทำให้ล่าช้าจนเกินไป ทำให้สภาได้ตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้ จึงกังวลใจว่าเป็นการฉวยโอกาส เอาก้อนที่สองนี้ ไปรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ เป็นการตีเช็คเปล่า หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาหรือไม่ 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องของกลไก แต่ในเชิงหลักการมองว่าก้อนที่สอง เป็นก้อนที่มีความสุ่มเสี่ยง จะไม่เข้านิยามคำว่าเร่งด่วน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และมองว่าขั้นตอนที่เหมาะสมกว่าคือการเอาก้อนนี้มาเสนอเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบได้ 

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สิ่งที่เรากังวลคือโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เรายังกังวลในเรื่องของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือกระบวนการที่ตั้งข้อสังเกตว่าการนำเสนอนโยบายอาจมีความไม่โปร่งใส เพราะไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ดำเนินการอย่างเร่งรัด โดยชวนประชาชนจับตาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ 2 ประเด็น คือ 1.พ.ร.บ.เอสอีซี (กฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้) ที่เนื้อหามีความคล้ายคลึงกับ พ.ร.บ.อีอีซี (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)

โดยพรรคประชาชนไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดจาก พ.ร.บ.อีอีซี ขึ้นซ้ำรอยกับ พ.ร.บ.เอสอีซี จึงเตรียมเสนอญัตติกรรมาธิการการศึกษาผลกระทบจากกฎหมายอีอีซี เพื่อประกอบวิเคราะห์กับร่าง พ.ร.บ.เอสอีซี ทั้งประเด็นเรื่องเงินลงทุนที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย หรือผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ 2.จับตาว่ารัฐบาลจะนำร่าง พ.ร.บ.เอสอีซี เข้าที่ประชุม ครม. ให้ความเห็นชอบหรือไม่ เพราะมีการจัดทำตั้งแต่สภาชุดก่อน.