เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 69 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการสกัดผู้ติดเชื้ออีโบลาของประเทศไทย ซึ่งได้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ว่า ภายหลังมีมาตรการกักตัว 21 วัน ผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีโบลา คือ ดีอาร์คองโกและยูกันดา เมื่อ 27 พ.ค. 69 ทำให้มีผู้เดินทางเข้าไทยหลือเพียงวันละ 1 คน จากเดิมที่เข้ามาราวๆ 19 คน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2569 ซึ่งประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอีโบลา เริ่มจากที่คุมไว้สังเกตอาการจนถึงกักตัว 69 คน ในจำนวนนี้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว 41 คน เหลือ 24 คน คุมไว้สังเกตอาการ เพราะเข้าไทยมาก่อนที่จะมาตรการบังคับกักตัว ส่วนที่ศูนย์กักกันสถาบันบำราศนราดูร มีคนที่เดินทางจาก 2 ประเทศ ซึ่งไม่ได้มีอาการป่วย เข้ารับการกักตัวอยู่ 4 คน ยังไม่มีอาการป่วย
“ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยต้องสงสัยติดโรคอีโบลา หรือผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) ซึ่งที่สถาบันบำราศฯ มีห้องรองรับได้ 58 ห้อง ตอนนี้ใช้ไป 4 ห้อง และเมื่อกักไปได้ 3 วัน เขาก็ขอกลับประเทศหมดแล้ว เพราะหลังจาก 3 วัน ผู้เดินทางจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกักตัวเอง ส่วนใหญ่ก็เลยขอกลับประเทศ ก่อนที่จะครบ 21 วัน ซึ่งกรณีที่ไม่มีอาการป่วย ก็อนุญาตให้กลับประเทศเขาได้ ส่วนกรณีที่มีอาการป่วยก็จะส่งไปแยกกักใน รพ. แต่ตอนนี้ยังไม่มีคนที่มีอาการป่วย” นพ.เอนก กล่าว
นพ.เอนก กล่าวต่อว่าว่า มาตรการกักตัว ถือว่าเข้มข้นมาก ปัจจุบันคนจาก 2 ประเทศนี้ เมื่อรู้ว่ามีมาตรการกักตัว ก็เริ่มไม่เดินทางมาแล้ว ถือเป็นการแบน (ห้ามเดินทางเข้า) โดยธรรมชาติ ส่วนคนไทยก็ต้องถามว่า ยังอยากเดินทางไปยัง ดีอาร์คองโกหรือยูกันดา อีกหรือไม่ เพราะกลับมาก็โดนกักตัว 21 วัน และยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก ส่วนที่ต้นทางมาจากดีอาร์คองโกกับยูกันดา เข้ามาทางช่องทางปกติ มีระบบเฝ้าระวังคัดกรองที่เข้มข้น แต่ที่ห่วง คือ กรณีที่ทรานสิตเครื่องบิน (Transit) หรือแวะเที่ยวประเทศอื่นๆ ก่อน เช่น พักอยู่ที่อังกฤษ จีน หรือสวีเดน แล้วยังอยู่ในระยะฟักตัวของโรค 21 วัน ก่อนเดินทางต่อมาประเทศไทย ได้วางมาตรการเฝ้าระวังรองรับกลุ่มนี้อีกระดับหนึ่ง ด้วยการประสานผู้ประกอบการ ที่พักและโรงแรมในการเฝ้าระวัง โดยแจ้งให้ต้องซักประวัติการเดินทางเพิ่มเติม ถ้ามีประวัติก็ให้แจ้งหน่วยงานกรมควบคุมโรค.



