สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อียูจับตามองการครอบงำของจีนในภาคส่วนเทคโนโลยีสีเขียว ด้วยความสงสัยมากขึ้น และกังวลว่าการพึ่งพาอุปทานจากจีนของกลุ่มประเทศสมาชิก 27 ประเทศ จะเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ล่าสุด ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ประกาศการแบนเงินทุนสำหรับ “อินเวอร์เตอร์” ที่ผลิตในจีน ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเปรียบเสมือน “สมอง” ของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และช่วยเชื่อมต่อแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่อียูคนหนึ่งกล่าวว่า การแบนดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และครอบคลุมโครงการใหม่ โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว

ทั้งนี้ นโยบายของอียูมีผลกับอินเวอร์เตอร์ที่มาจากจีน โดยเฉพาะจากบริษัทต่าง ๆ เช่น หัวเว่ย และซันโกรว์ รวมถึงอินเวอร์เตอร์จากรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ เนื่องจากเทคโนโลยีจากประเทศเหล่านี้ถือว่า “มีความเสี่ยงสูง” ที่จะก่อให้เกิดภัยคุกคามหลายประการ

“หนึ่งในภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด คือ ความเสี่ยงที่ผู้กระทำการจากต่างประเทศ อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอียูชะงักงัน โดยในทางปฏิบัติ สิ่งนี้อาจหมายถึงการปิดระบบ การปิดระบบจากระยะไกลของเครือข่ายของประเทศสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับทั่วประเทศ” นางชิวอน แมคแกร์รี โฆษกหญิงของอียู กล่าว

อนึ่ง อียูวางแผนที่จะให้ความสำคัญกับอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตในยุโรป หรือใช้ซัพพลายเออร์จากประเทศที่ถือว่า “มีแนวคิดสอดคล้องกัน”  เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐ หรือสวิตเซอร์แลนด์.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES