เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 มิ.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการสำรวจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนตามโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ตลาดศรีย่าน ว่า ตนไปศรีย่านประจำอยู่แล้ว ไปรับประทานอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไปทานอยู่หน้าตลาดศรีย่าน พอดีเห็นประชาชนมาจับจ่ายใช้สอย โดยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เห็นความคึกคักมากพอสมควร ได้สอบถามทั้งคนซื้อคนขายเขาพึงพอใจ

เมื่อถามว่าเห็นกระแสแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จะช่วยประชาชนในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับประโยชน์ เราเน้นช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ เมื่อได้ดูของจริงเห็นว่าไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อข้าว ซื้อผลไม้ ร้านขายของชำ และร้านสะดวกซื้อต่างๆที่ไม่ได้เป็นห้าง ก็มีคนเข้าไปเข้าไปใช้สิทธิ ทั้งกรณีของ “ไทยช่วยไทยพลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อตนได้ถามไปเขา ก็พบว่าเขาพึงพอใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าขออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาขออย่าหยุดโครงการนี้ ตนจึงบอกไปว่าถ้าโครงการนี้ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วยทำให้เม็ดเงินเข้าไป และมีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราก็ต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาโปรแกรมดีๆหาโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่คนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ์ที่เตรียมไว้ เงินส่วนนี้ก็จะนำไปให้ประโยชน์อย่างอื่นหากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้

เมื่อถามว่ามีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกรณีของพ่อแม่ที่ถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีแล้ว จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่เข้มเกินไป นายอนุทิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ก็ต้องมีบ้าง เรื่องโครงการเหล่านี้ เรายังประโยชน์ให้กับประชาชน ก็อาจมีคนพอใจ ไม่พอใจ เราก็ไปรวบรวมสำรวจความถึงพอใจ ตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจที่เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไข เพราะเราไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ ก็จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามย้ำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า วันนี้ที่ไปเดินตลาดดูไทยช่วยไทยพลัส หลายคนก็ไม่ได้เข้า บางคนบอกไม่เข้า เพราะขายดีอยู่แล้ว ไม่อยากวุ่นวายเสียเวลาสแกน หรือเสียเวลาไปตรวจสอบยอดต่างๆ เขาก็เลือกทางของเขา แต่หลายคนเข้าไม่ถึงระบบ ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร เราจึงต้องมาดูว่าเพราะอ่อนประชาสัมพันธ์ของรัฐหรือไม่ ดังนั้น เราต้องหาแนวทางทำให้เขากลับเข้ามาในระบบของรัฐในโครงการถัดไป นี่คือนโยบายที่ตนจะพูดกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ตนไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตหลังฟังเสียงสะท้อนแล้ว จะปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนไปเดินก็เจอเป็นร้อยคน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก็ไม่เห็นมีใครบ่น

เมื่อถามย้ำว่าคนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมอาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิ์เพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน เมื่อถามว่าผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13 ล้านคน จากหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ผู้มีสิทธิ์มากขึ้นหรือน้อยลง นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวให้นายเอกนิติ มาตอบรายละเอียด ตนให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆมาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ก็ต้องให้เขาเสนอมา.