นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดตั้งศูนย์ประสานงานความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อกระจาย องค์ความรู้และงานสำคัญๆ ของ เอ็ตด้า เช่น การถ่ายทอดความรู้โดยสถาบัน เอดเต้ งานที่ปรึกษาในด้านกฎหมายมาตรฐาน และการเปลี่ยนผ่าน รวมถึง เอ็ตด้า แซนด์บ็อกซ์ มาประจำที่เชียงใหม่ เพื่อกระจายองค์ความรู้สู่ระดับภูมิภาคมากขึ้นนอกจากนี้ยังร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรและสร้างกำลังคนด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการพัฒนาคนในชุมชนในด้าน วิทยาการข้อมูล พร้อมเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อยกระดับคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือด้วย
“เอ็ตด้ามีนโนบายเร่งขับเคลื่อนสร้างความรู้และพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับคนในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งผู้ประกอบการ นิสิต นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในระดับภูมิภาคให้มีความพร้อมสู่ การเปลี่ยนผ่าน การทำงานและการทำธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลักดันเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล”

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการมีการส่งเสริม เกิดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน เช่น การเปลี่ยนผ่าน งานเอกสารจากกระดาษสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การลงนามเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่สอดคล้องตามกฎหมาย และมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น รวมไปถึงการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตให้สะดวก และปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางออนไลน์ เพื่อการสร้างโอกาสและรายได้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกัน พัฒนาโค้ชดิจิทัลชุมชน ด้านอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งต่อความรู้ ได้มากกว่า 250 คน และสามารถ เข้าไปช่วยยกระดับคน ในชุมชนไม่น้อยกว่า 40 ชุมชน ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดการสร้างรายได้กระจายสู่คนในชุมชนผ่านการขายสินค้า ในช่องทางออนไลน์แล้ว มากกว่า 2 ล้านบาท
“ภาคเหนือ ถือเป็นแลนด์มาร์คระดับภูมิภาคที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานและการทำธุรกิจ ท่ามกลางบุคลากร ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ ที่ล้วนมีความพร้อมในการก้าวสู้โลกดิจิทัล ซึ่ง ม.ชียงใหม่ เป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญ ที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้และพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ที่จะร่วมขยายผล ให้ประเทศเกิดดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น ได้เร็วยิ่งขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในการกระจายองค์ความรู้ของ เอ็ตด้า ไปยังผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่สู่การเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”



