เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายพงษธร อินอำนวย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการค้ามนุษย์และคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 99/2569 เปิดเผยกับทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ ถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนขยายผล กรณี เครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า สำหรับพื้นเพของ 4 ผู้ต้องหา (ประกอบด้วย 1.นายแคล้ว โบราณ ชาวไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนางทัดสะพอน ภรรยาของนายอุทิศ ชาวจังหวัดเลย ปัจจุบันนายแคล้ว, นายอุทิศ, นางทัดสะพอน ทั้งหมดถูกจับกุมตัวที่จังหวัดเลยเรียบร้อยแล้ว 2.นายสายัน หรือท้าวสายัน บัวระพา ชาวลาว อยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศลาว 3.นางนัน บัวระพา ชาวลาว อยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศลาว และ 4.นายอุ่น หรือท้าวอุ่น เนาวะราด ชาวลาว อยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศลาว) ซึ่งถูกดีเอสไอขอศาลอาญารัชดาภิเษก ออกหมายจับในข้อหา “สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไปและร่วมกันพยายามส่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นั้น

เราตรวจสอบและพบข้อมูลย้อนหลัง 2-3 ปี ว่าทั้ง 4 รายนี้ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งเฮโรอีนและยาบ้ามาโดยตลอด ทั้งยังมีพฤติการณ์แผนประทุษกรรมในลักษณะเดียวกันเกือบทุกลอตยาเสพติด โดยเฉพาะกรณีของนายสายันและนายอุ่น ที่มีหน้าที่สั่งการให้เครือข่ายนำเอายาเสพติดข้ามฝั่งมาส่งให้เครือข่ายในประเทศไทย โดยการรับ-ส่งจะเกิดขึ้นตรงจุดใต้ต้นมะเดื่อของฝั่งไทย ริมแม่น้ำโขง จ.เลย ซึ่งจะมีคนไทยมารอรับพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว อาทิ มีการซุกซ่อนในผ้าไหม ซุกซ่อนในซับด้านในกระเป๋าผ้าลายปัก เป็นต้น จากนั้นเครือข่ายฝั่งไทย อย่างเช่นกรณีของสองสามีภรรยาที่ถูกจับกุมฝากขังไปก่อนหน้านี้ (นายอุทิศ ชาวไทย และนางทัดสะพอน ชาวลาว) ก็จะรีบเอาไปส่งบริษัทขนส่งตามสาขาในพื้นที่ เพื่อให้พัสดุถึงผู้รับปลายทาง จึงทำให้พัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดเหล่านี้ได้เข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน อย่างไรก็ดี หลักฐานเส้นทางการเงินของสองสามีภรรยาคู่นี้ค่อนข้างมัดตัวชัดเจน ว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเฮโรอีนเข้าสู่ประเทศไทย แม้ในตอนแรกจะพยายามให้การภาคเสธ แต่ท้ายสุดก็ยอมรับสารภาพเพราะจำนวนต่อหลักฐานของเจ้าหน้าที่ ว่าทั้งคู่รับการติดต่อนำยาเสพติดเฮโรอีนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทย ด้วยการคุยกับผู้ต้องหาทั้ง 4 รายตามหมายจับดังกล่าวจริง โดยเป็นการพูดคุยผ่านทางเฟซบุ๊กและไลน์

“ทั้งนี้ กรณีที่นายสายัน หรือท้าวสายัน บัวระพา ชาวลาว กับนางนัน บัวระพา ชาวลาว มีนามสกุล “บัวระพา” เหมือนกัน ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือสามีภรรยากันแต่อย่างใด เนื่องด้วยวัฒนธรรมประเพณีของชาวลาวแล้ว การอยู่หมู่บ้านเดียวกัน หลายคนมักจะใช้นามสกุลเดียวกันทั้งหมดหมู่บ้าน แต่พฤติการณ์ที่พบจากพยานหลักฐาน ยืนยันได้ว่าทั้งนายสายัน และนางนัน มีบทบาทร่วมกันเป็นต้นทางในการนำยาเสพติดมาส่งให้เครือข่ายนำเข้าสู่ประเทศไทย” นายพงษธร ระบุ

นายพงษธร เผยต่อว่า การขยายผลในคดียาเสพติด หลังจากที่เรารับเป็นคดีพิเศษที่ 99/2579 เราได้หาความเชื่อมโยงและฐานข้อมูลลักษณะเฉพาะของยาเสพติด (Drug profile) จึงพบว่าทั้ง 4 ผู้ต้องหาตามหมายจับนี้ เคยเกี่ยวข้องในคดีการจับกุมยาเสพติด ประเภทยาบ้าและเฮโรอีนมาก่อน โดยแบ่งเป็นของดีเอสไอ เจอเกี่ยวข้องในคดีการจับกุมยาเสพติดเฮโรอีน จำนวน 3 ลอต โดยเป็นเคสในกรุงเทพฯ พื้นที่เขตหลักสี่ บางเขน, รางน้ำ, รามคำแหง อีกทั้งยังเจอในคดีของ บช.ปส. เป็นยาบ้า 1 ลอต รวมยาบ้าราว ๆ จำนวน 500,000 เม็ด ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ จะมีการจัดหา-จัดส่งยาเสพติดตามออร์เดอร์ของลูกค้า เช่น จัดหาเฮโรอีน ยาบ้า เป็นต้น อีกทั้งเมื่อตรวจสอบลักษณะยาเสพติดเฮโรอีนลอตของ น.ส.มีนา (พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม) ก็พบความเชื่อมโยงว่ามาจากลอตยาเสพติดในความรับผิดชอบของ 4 รายนี้อีกด้วย อย่างไรก็ดี ยังไม่พบประวัติการถูกจับกุมในคดียาเสพติดของทั้ง 4 รายนี้ในประเทศไทยมาก่อน ส่วนใน สปป.ลาว เรายังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ ต้องให้ทางการลาวได้ใช้ในการขยายผลสักระยะ และยังไม่พบการครอบครองหรือซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย เนื่องจากทั้ง 4 รายนี้ เป็นเพียงเครื่องมือของนายทุนตัวจริงที่อยู่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอกำลังขยายผลอย่างเข้มข้น โดยเราพอมีข้อมูลบางส่วนแล้วว่าใครคือนายทุนตัวจริง แต่ต้องขอสงวนการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกไว้ก่อน เพราะต้องใช้ในการขยายผลดำเนินคดีต่อไป

นายพงษธร เผยด้วยว่า สำหรับเรื่องราคาการดีลซื้อขายยาเสพติดเฮโรอีน ทางการข่าวเราพบว่าหากมีการนำเอาเฮโรอีนออกไปส่งถึงประเทศปลายทางได้ เฮโรอีนจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 11 ล้านบาท แต่ถ้าเราดูในส่วนของตัวกลางเครือข่าย ที่คอยลำเลียงนำส่ง อย่างกรณีของสองสามีภรรยา (นายอุทิศ และนางทัดสะพอน) กลับได้รับเงินค่าจ้างนำส่งพัสดุแค่ครั้งละ 8,000 บาทเท่านั้น ซึ่งข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกจะพบว่ายาเสพติดจากต้นทางมีการผลิตในต้นทุนที่ราคาต่ำมาก ๆ เนื่องจากเฮโรอีนผลิตจากฝิ่น และจะต้องปลูกฝิ่นตลอดทั้งปี ใช้พื้นที่หลายไร่บนภูเขา จึงทำให้ส่วนใหญ่ เจ้าของยาเสพติดมักชอบว่าจ้างคนที่มีสถานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจน้อย และก็ให้ค่าตอบแทนไม่สูงมาก เพื่อที่ให้เหลือเงินไว้สำหรับการว่าจ้างกลุ่มคนกลาง/คนรับหิ้วสินค้า ตรงนี้จะเป็นวิธีการที่ยาก ว่าจะทำอย่างไรให้ยาเสพติดสามารถถูกส่งไปยังผู้รับที่อยู่ปลายทางได้ ซึ่งหากคำนวณดูแล้ว การนำส่งพัสดุซุกซ่อนยาเสพติด 100 ครั้ง อาจถูกจับ 80 ครั้ง ฉะนั้น เมื่อยาเสพติดถูกส่งออกไปถึงปลายทางได้ มันเลยต้องมีราคาที่พุ่งขึ้นสูง เพราะขบวนการได้มีการคำนวณตีค่าเสียหายไว้แล้วว่ายาเสพติดในแต่ละลอต จะโดนจับได้กี่ลอต จึงเป็นสาเหตุว่าแม้ต้นทุนต่ำ การว่าจ้างระหว่างทางต่ำ แต่คำนวณไว้แล้วว่าในจำนวนเพียงสองลอตจากสิบลอต หากถูกนำส่งไปยังปลายทางผู้รับได้ ขบวนการเหล่านี้ก็จะได้กำไรแล้ว

นายพงษธร เผยว่า สำหรับกระบวนการสืบสวนเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของขบวนการเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยืนยันว่าในตอนนี้เราได้มีการเริ่มอายัดบัญชีธนาคารของบุคคลในขบวนการค้ายาเสพติดไว้บ้างแล้ว โดยมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ซึ่งจากนี้เราจะมีการใช้ขยายผลไปยังคนอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เนื่องจากเราพบร่องรอยการใช้บัญชีธนาคารภายในประเทศไทยในการทำธุรกรรม โอนเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับเครือข่ายในขบวนการ

นายพงษธร เผยอีกว่า สำหรับเบื้องหลังของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Rose Rose” ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างเข้มข้น แต่ในกรณีที่เราได้รับเป็นคดีพิเศษ เราพยายามขยายผลดูในภาพรวมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งก็เห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหลัง “Rose Rose” จะเป็นการตัวการใหญ่แน่นอน แต่ต้องสงวนรายละเอียดไว้ก่อน เพื่อขยายผลดำเนินคดีในเร็ว ๆ นี้

นายพงษธร ปิดท้ายว่า กรณีศาลจะอนุมัติหมายจับบุคคลหรือเครือข่ายในคดียาเสพติดให้กับพนักงานสอบสวนนั้น ถือเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน เพราะศาลจะต้องมองเห็นพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำพิสูจน์ก่อนว่าบุคคลนั้น ๆ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดของกลางจริงหรือไม่ และเกี่ยวข้องอย่างไร เพราะในคดียาเสพติด สิ่งสำคัญคือต้องมีของกลางยาเสพติดให้เห็นเป็นประจักษ์ด้วย แต่ในกรณีที่ไม่ปรากฏยาเสพติดของกลาง ก็ต้องมีหลักฐานนำสืบได้ว่า นี่คือข้อความการพูดคุยของบุคคลที่ยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำในเรื่องของยาเสพติดจริง ๆ เพราะถ้าหากไม่มีหลักฐานในการใช้พิสูจน์ การจะไปกล่าวหาว่าใครลักลอบลำเลียงขนยาเสพติดข้ามชาติ ศาลก็ไม่อาจรับฟังอนุมัติหมายจับได้ แต่ถ้าหลักฐานใช้ในการพิสูจน์ได้จริง ศาลจึงจะอนุมัติหมายจับคดียาเสพติดแก่พนักงานสอบสวน.