ที่อาคารธานีนพรัตน์ กทม.2 (ดินแดง) เมื่อวันที่ 11ก.ค. เวลา 12.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหาร กทม.ครั้งที่ 12/2565 ว่า สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ได้เสนอเรื่องการพิจารณากำหนดวันบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ.2562 เนื่องจากปัจจุบัน กทม.ใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ในการจัดการขยะ แต่สามารถจัดเก็บค่าขยะได้เพียง 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากหากเทียบกับค่าจัดการขยะ

โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ เพื่อขอความเห็นชอบการเลื่อนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยอัตราใหม่ จาก 20 บาท เป็น 80 บาท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 ต.ค. 65 ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากเกรงว่าจะไปซ้ำเติมประชาชนด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจ และโควิดระบาด และอาจเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชน ทั้งนี้เห็นว่าควรลดต้นทุนในการจัดการขยะมากกว่าการไปเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียม
เมื่อถามถึงความชัดเจนว่าหากมีการเลื่อนการจัดเก็บขยะครั้งนี้ออกไปอีก 1 ปี ในวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 4 ปีนี้ จะมีการจัดเก็บตามอัตราใหม่หรือไม่ เพราะแม้จะมีการจัดเก็บค่าขยะอัตราใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าบริหารจัดการขยะ ซึ่ง กทม.ยังต้องใช้จ่ายงบประมาณในการบริหารจัดการขยะปีละหลายพันล้านบาท นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม.จัดเก็บค่าขยะได้ประมาณ 600 ล้าน ขณะที่ ค่าบริหารจัดการขยะ กทม.ต้องใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี จึงอยากให้โฟกัสเรื่องการลดค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะการขึ้นค่าจัดเก็บขยะเป็นภาระของประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้บริการพื้นฐานอยู่แล้ว
ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บค่าขยะอัตราใหม่ จะทำให้มีรายได้ในส่วนนี้ จาก 500 ล้าน เป็นประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ประชาชนต้องจ่ายมากขึ้น ซึ่งประชาชนอาจมีข้อจำกัดมากกว่าภาคเอกชน หากเราประกาศขึ้นค่าขยะอัตราใหม่ภาคเอกชนสามารถขายขยะ หรือรีไซเคิลขยะได้มีประสิทธิภาพมากกว่า อาจทำให้ขยะลดน้อยลงด้วย โดยตัวเลขปัจจุบัน ค่าขยะมาจากบ้านเรือนประชาชน คอนโดฯ ที่อยู่อาศัย ประมาณร้อยละ 60 มองว่าประชาชนที่มีศักยภาพในการรีไซเคิลขยะหรือนำขยะไปขายได้น้อยกว่าภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ รูปแบบการจัดเก็บขยะที่เลื่อนการจัดเก็บตั้งแต่ปี 2562 ยังนับน้ำหนักขยะเป็นหลัก ไม่ได้คิดถึงแรงจูงใจในการบริหารจัดการขยะ เช่น การคัดแยกขยะ จึงต้องคิดให้รอบคอบเรื่องข้อบัญญัติการจัดเก็บขยะอีกครั้งหนึ่ง



