สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมของรัสเซียเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือทางทหารกับเมียนมา หลังพบหารือกับพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ที่กรุงมอสโก โดยรายงานของรัฐบาลมอสโกระบุด้วยว่า การเยือนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาครั้งนี้ “เป็นกำหนดการส่วนตัว”
UKRAINE WAR LATEST | NIKKEI ASIA BLOG
— Nikkei Asia (@NikkeiAsia) July 12, 2022
Myanmar armed forces leader Min Aung Hlaing has agreed to deepen "military-technical cooperation" with Russiahttps://t.co/DntmF32lt6
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคง ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก่อนเดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของรัสเซีย ที่กรุงมอสโก รวมถึง พล.อ.เซอร์เก ชอยกู รมว.กระทรวงกลาโหม ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเมียนมา ว่า “ระยะเวลา” เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดี ในการที่เมียนมาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และไว้วางใจได้สำหรับรัสเซีย และความร่วมมือทางทหารระดับทวิภาคีถือเป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ของความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเมียนมา
ทั้งนี้ การเยือนรัสเซียครั้งล่าสุดของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย เกิดขึ้นหลังการเยือนไทยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ของนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา ว่ายังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคที่รัฐบาลวอชิงตันให้ความสำคัญและจับตาอย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่า “จีนเองก็เช่นกัน”
Speaking at a news conference in Bangkok during a tour of Asia, U.S. Secretary of State Antony Blinken urged China and members of the Association of Southeast Asian Nations to put pressure on Myanmar's rulers to return to democracy https://t.co/QvvdWxe6eQ pic.twitter.com/mymDZaEs65
— Reuters (@Reuters) July 10, 2022
ด้วยเหตุนี้ บลิงเคนจึงเรียกร้องให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก ร่วมกันดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เมียนมาปฏิบัติตามเงื่อนไขของ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่อาเซียนบรรลุร่วมกันเมื่อเดือน เม.ย. 2564 “ด้วยความรับผิดชอบและเคร่งครัด” เนื่องจากจนถึงตอนนี้ รัฐบาลวอชิงตันมองว่า ความสนับสนุนและความร่วมมือของอาเซียน ในการกดดันให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อนั้น ยังไม่เกิดขึ้น” ทั้งที่เรื่องนี้ “มีความสำคัญมาก”
สำหรับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ในประเด็นเกี่ยวกับเมียนมา ประกอบด้วย การที่คู่กรณีทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรง การที่ทุกภาคส่วนต้องหันหน้ามาเจรจาร่วมกันบนแนวทางอันสันติ และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การตั้งคณะผู้แทนพิเศษของอาเซียนให้มีส่วนร่วม กับการดำเนินงานของเลขาธิการอาเซียนในเรื่องเมียนมา การเปิดทางรับมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากอาเซียน และการอนุญาตให้ผู้แทนของอาเซียนพบหารือกับ “ทุกภาคส่วน” ในเมียนมา.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



