เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายนิเวศ เผื่อนทิม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและพัฒนาท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการสวมใส่ผ้าไทย รวมถึงผ้าบาติกกำลังได้รับความนิยม ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสรรพยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นชุมชนที่เคยมีช่างฝีมือทำผ้าบาติก สนใจกลับมาพลิกฟื้นงานฝีมือนี้และปั้นแบรนด์สรรพยาบาติก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางด้านกลุ่มอาชีพ ซึ่งการฟื้นฟูงานด้านฝีมือให้กับคนในชุมชน และสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาสนับสนุน ตลอดจนช่วยการส่งเสริมการขายอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) จึงได้ดึงนักวิชาการเข้ามาร่วมโครงการให้เป็นการประสานงานระหว่างชุมชน นักวิชาการ ภาครัฐ

นายนิเวศกล่าวว่า  เดิมทีชุมชนสรรพยามีหัวหน้าช่างฝีมือที่มีองค์ความรู้ และใช้เทคนิคแบบมาเลเซียคือการวาดลายผ้าด้วยมือ จากนั้นเมื่อหัวหน้ากลุ่มย้ายถิ่นฐานจึงทำให้ชุมชนขาดผู้นำในการฝึกทักษะ และห่างหายจากการสร้างสรรค์ผลงานผ้าบาติกไปเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น โจทย์ของนักวิชาการ หรือการพลิกฟื้นกลุ่มสรรพยาบาติกอย่างยั่งยืน เริ่มจากกระบวนการต้นน้ำ สร้างบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการผลิตผ้าบาติกให้กลับมาอีกครั้ง โดยเริ่มจากการรวบรวมช่างฝีมือ ชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องการผลิตผ้าบาติกในแบบฉบับชาวสรรพยามาถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับทีมนักวิชาการ และช่างฝีมือรุ่นใหม่ ขั้นต่อไปคือกระบวนการกลางน้ำหรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก ให้เป็นที่สนใจของตลาด

นายนิเวศกล่าวว่า จุดขายของสรรพยาบาติกยุคใหม่ คือการผสมผสานลายขอ ซึ่งเป็นลายผ้าบาติกที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เข้ากับลายอัตลักษณ์ของชุมชน นั่นก็คือลายเชิงชายคาโรงพักสรรพยา 100 ปี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของชุมชนสรรพยา ออกมาเป็นลวดลายผ้าบาติกแบบใหม่คล้ายนกฮูก  ใช้เทคนิคการซ้อนสีทำให้มีการไล่เฉดสีบนผ้ามากขึ้น  ปรับปรุงวิธีการวาดลวดลายผ้าโดยใช้เทคนิคแบบอินโดนีเซีย ซึ่งใช้แม่พิมพ์ในการพิมพ์ลายผ้า ทำให้ได้ลวดลายที่มีความแม่นยำ สามารถผลิตผ้าได้จำนวนมากขึ้น  เรายังได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลจัดโครงการผู้ตัดเย็บหน้าใหม่ เพิ่มช่างจากที่ปัจจุบันมีช่างฝีมือในชุมชนประมาณ 10 คน

“กระบวนการปลายน้ำคือการสร้างช่องทางการขายที่ยั่งยืน จัดตั้งโครงการห้องเสื้อสรรพยา เพื่อเปิดหน้าร้านให้นักท่องเที่ยวได้ชมสินค้า พูดคุยกับช่างฝีมือเพื่อแจ้งความต้องการเฉพาะและสามารถสั่งผลิตผ้าบาติกตามความชอบได้ โดยในอนาคตยังตั้งเป้าพัฒนาการขายสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนาคุณภาพสินค้า และแสวงหาไอเดียใหม่ๆ จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาผลงานให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไปจนถึงการปั้นแบรนด์สรรพยาบาติกสู่แบรนด์ผ้าบาติกที่เป็นสินค้าชุมชนระดับพรีเมียม” นายนิเวศ กล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าชุมชนสรรพยาเป็นชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ แต่ยังขาดสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชุมชน เมื่อพบว่าเคยมีกลุ่มที่มีทักษะและเครื่องมือสร้างสรรค์ผลงานผ้าบาติก จึงฟื้นฟูกลุ่มอาชีพนี้ขึ้น เราจะยังคงมองหาสิ่งที่ต้องพัฒนาร่วมกันต่อไป ทั้งการต่อยอดช่องทางการขายแบบออนไลน์เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น การบริหารจัดการโครงสร้างภายในกลุ่มอาชีพให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับโอกาสการเติบโตของเทรนด์สวมใส่ผ้าไทย   ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  www.facebook.com/dipromindustry หรือ www.diprom.go.th