สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ว่า สำนักงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ เรื่องการเปิดน่านฟ้าให้กับ “เที่ยวบินพาณิชย์ของทุกประเทศ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การขอบินผ่าน” ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ไอเคโอ )


ขณะเดียวกัน การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยยกระดับท่าอากาศยานของซาอุดีอาระเบีย ในฐานะศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างตะวันออกกลางกับภูมิภาคแห่งอื่นทั่วโลก


แม้แถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐบาลริยาดไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดอย่างเจาะจง อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนอิสราเอล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กล่าวว่า เขาจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐคนแรก ซึ่งเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงจากอิสราเอล ไปลงจอดยังเมืองเจดดาห์ ที่อยู่ริมชายฝั่งทะเลแดง ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย


ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลริยาดไม่ยอมรับสถานะความเป็นรัฐของอิสราเอล โดยยืนยันการยึดมั่นตาม “แผนริเริ่มสันติภาพอาหรับ” ฉบับปี 2545 คือการที่กลุ่มประเทศอาหรับจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล บนเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลเทลอาวีฟต้องปฏิบัติตาม “หลักการสองรัฐ” ยอมรับ “สถานะ” ของปาเลสไตน์ และคืน “ดินแดนทั้งหมด” ที่ยึดมาหลังสงครามหกวัน


อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเชื่อว่า มีการติดต่อสื่อสารกันในเบื้องหลังระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียไม่อนุญาตให้เที่ยวบินพาณิชย์ใช้น่านฟ้า เพื่อเดินทางเข้าและออกจากอิสราเอล จนกระทั่งอนุญาตอย่างเฉพาะเจาะจง ให้เครื่องบินของแอร์อินเดียเป็นเจ้าแรก เมื่อปี 2561.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES