เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.พะเยาในช่วงนี้เริ่มวิกฤตในเรื่องของปัญหาหมอกควันไฟป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ 5 อำเภอโซนหลังเขาคือ อ.เชียงคำ อ.ภูซาง อ.จุน อ.เชียงม่วนและ อ.ปง ยังเกิดสถานการณ์ไฟป่าอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ระดมกำลังกันลุยดับไฟป่าตามคำสั่งของ น.ส.อรอาภา โล่วีระ ผู้ว่าฯพะเยา ที่ต้องการให้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงในเร็ววัน ทั้งนี้พื้นที่ อ.เชียงคำ ยังพบไฟป่าลุกลามไม่ขาดสายทั้งนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ใช้โดรนถ่ายภาพขณะเกิดไฟป่าได้ในหลายจุด ทั้ง ต.แม่ลาว ต.ร่มเย็น และ ต.น้ำแวน ซึ่งที่หนักหนาที่สุดเห็นจะเป็น ต.ร่มเย็นในขณะนี้ เพราะไฟป่าได้ลามข้ามฝั่งจาก อ.ภูซาง เข้ามาในพื้นที่ ทั้งนี้ทาง น.ส.ศิรินุช จันทาพูน นายอำเภอเชียงคำ ได้สั่งการให้ทางปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ อส.ปกครองเชียงคำทำงานบูรณาการร่วมกับ ทหารจาก ร.17 พัน 4 ตชด.326 กำนัน – ผู้ใหญ่บ้านรวมทั้งจิตอาสา ลุยดับไฟป่าอย่างต่อเนื่องในช่วง  2 อาทิตย์ที่ผ่านมาเช่นกัน และอีกด้านนายอำเภอเชียงคำก็ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำฐานป้องกันไฟป่าในช่วงเวลากลางคืนรวมทั้งได้สังเกตการสถานการณ์ไฟป่าอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน

น.ส.ศิรินุช เปิดเผยว่า ขณะนี้ จ.พะเยาในหลายพื้นที่เข้าขั้นวิกฤตเรื่องหมอกควันไฟป่าเป็นอย่างมากและอาจจะหนักกว่าปีที่แล้วด้วย ทั้งนี้พื้นที่ อ.เชียงคำเองก็เจอสถานการณ์ไฟป่าที่โหมกระหน่ำอย่างไม่ขาดสายที่เห็นจะหนักสุดคงเป็นพื้นที่ ต.ร่มเย็น เพราะมีแนวเขาติดกับ อ.ภูซางและทางฝั่งของ สปป.ลาว ทำให้การควบคุมนั้นยังเป็นไปได้ยากอีกทั้งจุดที่เกิดไฟป่านั้นพบว่าเป็นดอยสูงชันยากที่เจ้าหน้าที่ของเราจะเข้าไปดับไฟป่าได้ มีเพียงทำแนวกันไฟไว้ป้องกันก่อนเท่านั้น ทั้งนี้ยังโชคดีที่มีโดรนสื่อในพื้นที่เข้าช่วยบินสังเกตการณ์เรื่องแนวไฟป่าที่จะลุกลามตามจุดต่าง ๆ ให้สามารถวางแผนและจัดกำลังเข้าสกัดไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้อีกด้วยเช่นกัน

ด้านนายจิรายุ ยองเพชร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยว่า หลายวันที่ผ่านมาตนเองได้นำกำลังทั้งทาง กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน ต.ร่มเย็น ทางจาก ร.17 พัน 4 จิตอาสาจากกลุ่มชมรมเอ็นดูโร่เชียงคำ – ภูซาง เข้าลุยดับไฟป่าในหลายที่ ทั้งนี้จุดที่เห็นว่าเกิดสถานการณ์ไฟป่าในช่วงนี้คือดอย 3 เหลี่ยมของบ้านทุ่งรวงทอง ม.12 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ ซึ่งต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปพร้อมด้วยการนำเครื่องมือคือเครื่องเป่าลมทำแนวกันไฟ ซึ่งตรงนี้สามารถกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามเข้ามาได้อีกต่อไป ทั้งนี้การทำงานดังกล่าวต้องบูรณาการร่วมทุกฝ่ายราชการรวมทั้งจิตอาสาชาวบ้าน โดยการดับไฟป่านี้หากไม่ร่วมมือแล้วสถานการณ์อาจจะวิกฤตกว่านี้ก็เป็นได้เช่นกัน