สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เผยแพร่รายงานว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อในระดับกลาง ซึ่งถือว่าน้อยกว่าภูมิภาคอื่นมาก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ เพิ่มขึ้นในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางของประเทศนั้นกำหนดไว้


ไอเอ็มเอฟมองว่า ธนาคารกลางของหลายประเทศในภูมิภาคจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ภายในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อภายในประเทศของตัวเองกำลังขยายไปถึงสินค้าพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมอาหารและเชื้อเพลิง ซึ่งมีความผันผวนมากกว่า อย่างไรก็ดี การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเสียตั้งแต่ตอนนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะตึงตัวมากกว่านี้ ที่หากปล่อยให้เกิดขึ้นจริง การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะต้องสูงตามไปด้วย


รายงานระบุต่อไปว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่กำลังประสบกับภาวะไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของปี 2556 ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลกพุ่งสูง ผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า อาจลดปริมาณการซื้อพันธบัตรเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


หนึ่งในประเทศที่เงินทุนไหลออกมากจนเป็นที่น่าสังเกต คือ อินเดีย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 830,725.50 ล้านบาท) นับตั้งแต่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนปะทุ เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่การเพิ่มความเข้มงวดด้านนโยบายการเงินของบางประเทศ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศแห่งนั้นยิ่งตึงตัว และกลายเป็นการตีกรอบให้กับช่องทางการในการหาทางรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการใช้จ่ายในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟเสนอแนะว่า บางประเทศในเอเชียอาจต้องใช้มาตรการบางอย่าง เช่น การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการควบคุมเงินทุน เพื่อสกัดการไหลออกของกองทุนให้ได้มากที่สุด.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES