ที่สถานีคลองสูบน้ำคลองบางซื่อ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายเจษฎา จันทรประภา รอง ผอ.สำนักการระบายน้ำ และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของสถานีสูบน้ำ

โดยนายชัชชาติ และคณะทำงาน ได้ตรวจดูระดับน้ำด้านในและด้านนอกของสถานีสูบน้ำ รวมทั้งตรวจเยี่ยมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในแนวคันกั้นน้ำ ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมบ้าน เนื่องจากคันกั้นน้ำมีรอยรั่ว พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เปลี่ยนกระสอบทรายที่ชำรุดที่อุดฟันหลอแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันน้ำท่วมด้วย  

จากนั้น ได้ติดตามการทำงานของเครื่องปั๊มสูบน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ประจำสถานีฯ ได้รายงานว่า ที่สถานีสูบน้ำดังกล่าวมีปั๊มสูบน้ำ 17 ตัว เป็นชนิดไฟฟ้า สามารถใช้งานได้ทุกตัว มีประสิทธิภาพในการสูบ 51 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยไม่มีเครื่องสูบน้ำชนิดดีเซลสำรอง หากเกิดไฟดับ จะติดต่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มาดำเนินการต่อไฟทันที ขณะเดียวกัน กฟน. ได้ทำตู้ไฟสำรองในบริเวณใกล้เคียงอยู่แล้ว จำนวน 2 จุด  

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กทม.มีอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ 4 แห่ง รับน้ำในพื้นที่ 20 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ มีคลอง 2,600 กว่าคลอง อุโมงค์เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการระบายน้ำ แต่ปั๊มน้ำต้องทำได้ดี คลองต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะคือหัวใจสำคัญในการระบายน้ำ แต่ปัญหาของคลองในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีการขุดลอก โดยทั้ง 2 ระบบต้องทำควบคู่ไปด้วยกัน

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังการตรวจสถานีสูบน้ำว่า ปัจจุบัน การระบายน้ำมี 2 ระบบ คือ ระบบคลองกับอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งรับน้ำ 200 ลบ.ม.ต่อวินาที ครอบคลุมระยะทางใน 20 กม. ทั้งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและตะวันตก แต่ระบบคลองคือหัวใจหลัก จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพคลอง โดยการขุดลอกคลอง เพื่อพร่องน้ำในการเตรียมพร้อมรับน้ำ โดยเฉพาะหน้าประตูระบายน้ำอาจจะต้องขุดลอกให้ลึก เพื่อให้เป็นแก้มลิง 

สำหรับสถานีสูบน้ำคลองบางซื่อ ปัจจุบัน มีเครื่องสูบน้ำชนิดไฟฟ้า 17 เครื่อง เพิ่งเปลี่ยนใหม่เพียง 5 เครื่อง เครื่องที่เหลือใช้งานมา 15 ปี ทั้งนี้ หากเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำพร้อมติดตั้งต้องใช้งบประมาณเครื่องละ 4 ล้านบาท ซึ่งใช้งบน้อยเมื่อเทียบกับโครงการอุโมงค์ยักษ์ ที่ใช้งบ 5-6 พันล้าน ดังนั้น ต้องสำรวจตรวจสอบเครื่องสูบน้ำทุกจุด หากไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพต้องเปลี่ยน เพื่อให้เครื่องสูบน้ำทำงานเต็มประสิทธิภาพ พร้อมจัดหาแหล่งจ่ายไฟสำรองกรณีไฟดับ เพราะหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม กทม.มีสถานีสูบน้ำ 190 สถานี หากจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องสูบก็ต้องทำ เครื่องสูบน้ำส่วนใหญ่มีอายุใช้งานเกิน 15 ปี หากเปลี่ยนเครื่องต้องมีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ต้องเร่งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคลอง ซึ่งคลองบางซื่อไม่ได้ขุดลอกมาหลายปี มีเพียงบางส่วนที่ขุดลอก ทำให้พร่องน้ำได้ไม่เต็มที่ ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะขยะชิ้นใหญ่ ส่วนเครื่องเก็บขยะ มี 11 ตัว ใช้งานได้ 2 ตัว จึงใช้คนจัดเก็บแทน แต่ก็ต้องจัดหาเครื่องเก็บขยะมาด้วย ในส่วนนี้ได้กำชับให้เร่งซ่อมแซมให้แล้วเสร็จ

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ภาพรวมเครื่องสูบน้ำ กทม. มี 733 ตัว ชำรุด 22 ตัว เครื่องเก็บขยะอัตโนมัติ 263 ตัว ชำรุด 63 ตัว ประตูระบายน้ำ 523 ประตู ชำรุด 14 ประตู ประสิทธิภาพในภาพรวมตามตัวเลขยังพอใช้ได้อยู่ หากปรับปรุงไม่ได้ใช้เงินเยอะ หรือเป็นโครงการขนาดใหญ่ หลังจากนี้จะดูว่างบประมาณปี 65 มีเพียงพอหรือไม่ หรือไม่ต้องแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายปี 2566  

“จะพยามยามใช้เงินให้คุ้มค่ามากที่สุด ใช้เงินน้อยแต่ได้ประโยชน์มากที่สุด อันไหนที่ยังไม่สำคัญ อุโมงค์ก็ชะลอไปก่อน ปรับปรุงประสิทธิภาพของคลองให้ดี เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาได้ จากนั้น เราจะทำเส้นเลือกฝอย ลอกท่อ ขยายท่อ ทำ Pipe Jacking ที่จำเป็นเพื่อเอาน้ำในซอยลงมาที่คลองให้ได้” นายชัชชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัชชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำเหนือว่า ขณะนี้ประมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนขณะนี้ประมาณ 900 ล้าน ลบ.ม./วินาที ยังไม่ได้รุนแรงมาก ปีที่แล้วที่ท่วมหนัก แถวทรงวาด ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อน 2,200 ล้าน ลบ.ม./วินาที แต่เราสามารถแก้ปัญหาแต่ต้องไม่ประมาท เพราะแนวฟันหลอต่อให้น้ำมาไม่เยอะก็ท่วมได้ จึงต้องเตรียมกระสอบทรายไปเสริม 

“ฟันหลอเกิดจากส่วนหนึ่งเอกชนไม่ให้สร้างเขื่อน เอกชนบอกว่ากลัวผิดฮวงจุ้ย ไม่อยากให้ทำ สุดท้ายน้ำก็มาท่วมทั้งหมู่บ้าน ดังนั้นต้องฝาก บางทีต้องเสียสละเหมือนกัน อย่างน้อยก็ให้เราเรียงกระสอบทรายก่อน ตรงที่เป็นฟันหลอ ตรงทรงวาดก็มีอยู่เกือบ 200 เมตร  ช่วงนี้อาจไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงามหรือฮวงจุ้ยมาก เอาชีวิตรอดก่อน จะได้ดูแลเพื่อนบ้านเราด้วย” นายชัชชาติ กล่าว