สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ว่านายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ประกาศการปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่ง เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว และเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

นายโยชิมาสะ ฮายาชิ
นายชุนอิจิ ซูซูกิ


แม้ตำแหน่งสำคัญซึ่งรวมถึง รมว.การต่างประเทศ และรมว.การคลัง ยังคงเป็นคนเดิม คือนายโยชิมาสะ ฮายาชิ และนายชุนอิจิ ซูซูกิ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีประจำกระทรวงหลักอีกหลายคนต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ รวมถึงนายโคอิจิ ฮากิอูดะ พ้นจากตำแหน่งรมว.เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งจะไปดำรงตำแหน่งระดับสูงในพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) แทน และนายโนบุโอะ คิชิ พ้นจากตำแหน่ง รมว.กลาโหม

นายยาสุคาซุ ฮามาดะ


ทั้งนี้ นายยาสุคาซุ ฮามาดะ นักการเมืองอาวุโส วัย 66 ปี และอดีต รมว.กลาโหมในยุครัฐบาลของนายทาโร อาโสะ ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม แทนคิชิ แม้รัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า การปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญหลายคน เกี่ยวข้องกับบรรยากาศด้านภูมิศาสตร์การเมืองโลกซึ่งทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ และบรรยากาศที่ช่องแคบไต้หวัน อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้สันทัดกรณีทางการเมืองของญี่ปุ่นมองว่า การปรับคิชิออกจากคณะรัฐมนตรี คือ “การป้องกันหรือการควบคุมความเสียหาย”


อนึ่ง คิชิเป็นลูกพี่ลูกน้องของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมจากการถูกลอบสังหาร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา และคนร้ายคือนายเทตสึยะ ยามากามิ ให้การต่อตำรวจ ว่าแรงจูงใจมาจากความเชื่อว่า อาเบะมีความเกี่ยวข้องกับ สหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก (เอฟเอฟดับเบิลยูพียู) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โบสถ์แห่งความสามัคคี” ซึ่งมารดาของยามากามิเป็นสมาชิก และบริจาคเงินให้เป็นจำนวนมาก ทำให้ครอบครัวเกิดปัญหา


แม้โบสถ์แห่งความสามัคคียืนกรานว่า อาเบะไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ปรากฏคลิปว่าผู้นำญี่ปุ่นเคยเข้าร่วมบางกิจกรรม และยังมีกระแสข่าวอีกว่า สมาชิกระดับสูงอีกหลายคนของพรรคแอลดีพีเป็นสมาชิกของโบสถ์แห่งนี้ ส่งผลให้ความนิยมของคิชิดะลดลงจาก 59% เหลือ 46% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคิชิดะกล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วยว่า ขอให้รัฐมนตรีทุกคน “ทบทวนตัวเอง” หากมีความเกี่ยวพันกับโบสถ์แห่งความสามัคคี.

เครดิตภาพ : REUTERS