สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า ถ้าการระบาดโรคโควิด-19 ไม่เกิดขึ้น สัดส่วนของประชากรในภูมิภาคที่เผชิญความยากจนขั้นรุนแรง หมายถึงการมีรายได้หรือระดับรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่อวันต่ำกว่า 1.90 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 68.10 บาท ) อาจลดลงเหลือ 2.9% เมื่อปี 2563 แทนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5% ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3.8% ในปี 2564 และคาดว่าจะอยู่ที่ 3% ในปีนี้
เอดีบี กล่าวว่า ประชากรของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอย่างน้อย 20% มีฐานะยากจนปานกลางหรือยากจนสุดขีดในปี 2564 ซึ่งสัดส่วนนี้อาจลดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 หากรัฐบาลในหลายประเทศมุ่งเน้นไปที่ความยืดหยุ่น, นวัตกรรม และการเปิดกว้าง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น และความคล่องตัวทางสังคมที่ดียิ่งขึ้น
The pandemic interrupted a long trend of poverty reduction in Asia and the Pacific.
— Asian Development Bank (@ADB_HQ) August 24, 2022
Although economies in the region are recovering, progress is uneven, according to a new @adbpublications.
Read more: https://t.co/ubMcXbSvEr #ADBKeyIndicators pic.twitter.com/JHbEpBrZqy
“คนยากไร้และกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หนักที่สุด และในขณะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หลายคนอาจพบว่า การออกจากความยากจนนั้นยากกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก” นายอัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าว
นอกจากนี้ เอดีบี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนต่าง ๆ เช่น ผลกระทบอย่างเต็มที่ของการสูญเสียการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ท้าทายโอกาสที่คนยากไร้จะก้าวไปสู่ฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจที่สามารถกลับสู่ระดับก่อนการระบาด ในแง่ของการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของภูมิภาคเท่านั้น และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังคงผันผวนเพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากสงครามในยูเครนด้วย.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



