สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่า รัฐสภาของอินโดนีเซีย เป็นประเทศล่าสุดที่ให้สัตยาบันต่อความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป)
ขณะที่นายซุลกิฟลี ฮาซัน รมว.การค้าของอินโดนีเซีย กล่าวว่า การร่วมให้สัตยาบันต่อข้อตกลงอาร์เซ็ปจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นลำดับ และน่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้อย่างน้อย 0.07% ในปีนี้
It’s official. Indonesia’s fully on board with the China-backed RCEP https://t.co/AegmVkl0hd
— South China Morning Post (@SCMPNews) August 30, 2022
ปัจจุบัน อาร์เซ็ปมีสมาชิก 15 ประเทศ ประกอบด้วย สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ และคู่เจรจาอีก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือเป็นข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากมูลค่าจีดีพีของสมาชิกอาร์เซ็ปมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก ด้วยมูลค่าประมาณ 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 954.47 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมประชากร 2,200 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก และยังเป็นเอฟทีเอฉบับแรกในประวัติศาสตร์ ที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมลงนามพร้อมกันตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ อาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 ประเทศ และคู่เจรจาอีกอย่างน้อย 3 ประเทศ ให้สัตาบันครบตามระยะเวลาที่กำหนด คือภายในต้นเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว
นอกจากการให้สัตยาบันต่ออาร์เซ็ปแล้ว รัฐสภาของอินโดนีเซียยังให้สัตยาบันต่อเอฟทีกับเกาหลีใต้ด้วย หลังลงนามร่วมกันเมื่อปี 2563 โดยทั้งสองฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์จากการลดกำแพงภาษี ในอัตราที่มากกว่า 90% และบริษัทรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นฮุนได หรือแอลจี มีแผนเข้ามาลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซียด้วย.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



