เมื่อวันที่ 31 ส.ค. น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางบริหารจัดการโรงฆ่าสัตว์ กทม.ว่า ได้นำข้อมูลจากการลงพื้นที่โรงฆ่าสัตว์กทม.ที่หนองแขมเข้ารายงานต่อที่ประชุม ซึ่ง กทม. สร้างโรงฆ่าสัตว์เมื่อปี 47 แบ่งเป็น โรงสุกรและโรงโค-กระบือ เจตนาสร้างมาตรฐาน แต่เนื่องจากเกิดปัญหา มีการฟ้องร้องคดีและโรงฆ่าสัตว์ไม่มีการใช้งาน โดยโรงสุกรสิ้นสุดคดีแล้ว ขณะที่โรงโค-กระบือ ยังมีการฟ้องร้อง ดังนั้น จึงทบทวนในส่วนโรงสุกรว่า จะบริหารจัดการพื้นที่ภายใต้กฎหมายที่อนุญาตได้อย่างไรบ้าง หลังคดีสิ้นสุด
“ภาพรวมที่ประชุมวันนี้เน้นหารือเรื่องการดำเนินการโรงสุกร หลังจากนี้อย่างไร และต้องศึกษาเรื่องนี้ให้รอบคอบทุกด้าน ขณะที่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ ในยุคเริ่มต้นโครงการฯ ได้ให้ความเห็นว่า กทม. ควรทำการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่า พื้นที่ตรงนี้สามารถบริหารจัดการได้ในรูปแบบใดที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน”
รองผู้ว่าฯ กทม. ยังระบุถึงกรณีต้องหารือกับผู้ประกอบธุรกิจในเรื่องนี้ผ่านสมาคมผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ การส่งออก หรือการแปรรูปเนื้อสัตว์ว่า จะมีคนที่มีความพร้อมเข้ามาประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์ลักษณะนี้หรือไม่ และประกอบการได้จริงหรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขในอดีตและปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อม สุขอนามัย การกำกับควบคุมไม่ให้รบกวนชุมชน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้แบ่งคณะทำงานศึกษา 2 ด้าน คือ 1.โอกาสในการลงทุน ควรเป็นรูปแบบใดที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนได้มากที่สุด และ 2.คณะทำงานทางวิชาการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการ ควรใช้พื้นที่ทำอะไร กำหนดกรอบเวลาภายใน 1 เดือนและจะมีการติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง
รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า จะมีการประสานข้อมูลจากธุรกิจภาคเอกชนที่ประกอบการด้านนี้ รวมถึงสถาบันวิจัย ปศุสัตว์ สมาคมแปรรูปเนื้อสัตว์ เครือข่ายที่ทำธุรกิจเพื่อสังคม คณบดีฝ่ายวิชาการจากคณะสัตวแพทย์ เศรฐศาสตร์ ที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม มูลค่าเศรษฐกิจเนื้อสัตว์ และขอความรู้จากหน่วยงานวิชาการว่า ถ้าภาครัฐจะว่าจ้างเอกชน จะมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร.






