สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ว่า นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประกาศการจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินเพิ่มอีก 65,000 ล้านยูโร ( ราว 2.36 ล้านล้านบาท ) เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจของเยอรมนี ในการรับมือและฝ่าฟันกับวิกฤติราคาเชื้อเพลิง ทำให้ตอนนี้ เยอรมนีใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไปแล้ว 100,000 ล้านยูโร ( ราว 3.64 ล้านล้านบาท ) นับตั้งแต่การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19


สำหรับมาตรการช่วยเหลือรวมถึง การขยายขอบเขตของมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือด้านพลังงานครั้งเดียว ครอบคลุมกลุ่มคนวัยเกษียณ ซึ่งรับเบี้ยบำนาญ และนักศึกษา ในราคา 300 ยูโร ( ราว 10,939.06 บาท ) และ 200 ยูโร ( ราว 7,292.71 บาท ) ตามลำดับ หลังก่อนหน้านั้นให้ความช่วยเหลือพนักงานบริษัทและลูกจ้างสถานประกอบการ ในอัตรา 300 ยูโร

นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ ผู้นำเยอรมนี


ขณะที่ผู้ประกอบการซึ่งใช้พลังงานในระดับสูงประมาณ 9,000 แห่ง จะได้รับการยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องชั่วคราว รวมมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านยูโร ( ราว 61,976.04 ล้านบาท ) นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม โดยคำนวณจากผลกำไรของบริษัทพลังงาน แล้วจะนำรายได้ส่วนนี้มาใช้บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนด้วย


ทั้งนี้ โชลซ์ยืนยันว่า เยอรมนี “ต้องผ่านพ้นฤดูหนาวปีนี้ไปให้ได้” และรัฐบาลมี “มาตรการรับมือ” หากเกิดกรณีรัสเซียตัดก๊าซอย่างไม่มีกำหนดจนถึงเดือน ธ.ค. ขณะเดียวกัน ผู้นำเยอรมนีประณามรัฐบาลมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน “คือต้นเหตุแท้จริง” ที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงในประเทศแพงขึ้น และรัสเซีย “ไม่ถือเป็นหุ้นส่วนด้านพลังงานที่เชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป”


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป เกิดขึ้นหลังบริษัทก๊าซพรอม ผู้ประกอบการด้านก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา “ยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้” ว่าการส่งก๊าซผ่านท่อ “นอร์ดสตรีม 1” ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซหลักระหว่างรัสเซียกับยุโรป จะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งเมื่อใด หลังครบกำหนดซ่อมบำรุงรอบล่าสุด ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : REUTERS