สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า ที่ประชุมสภายุโรปมีมติเสียงข้างมาก 433 ต่อ 123 เสียง ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รับรองมติว่า “ฮังการีไม่ใช่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบอีกต่อไป” และเรียกร้องสหภาพยุโรป ( อียู ) ดำเนินการ เนื่องจากการที่ฮังการีกลายเป็น “รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยการเลือกตั้งภายใต้อำนาจนิยม” ถือเป็นการละเมิด “บรรทัดฐานประชาธิปไตย” ของสภาพ “ในระดับร้ายแรง”


แม้มติดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ แต่กระทรวงการต่างประเทศของฮังการีออกแถลงการณ์ประณามมติของสภายุโรปอย่างหนัก ว่าเป็นการดูหมิ่นชาวฮังการี และรัฐบาลบูดาเปสต์ “ประหลาดใจอย่างมาก” กับการที่สภายุโรปมีมติเช่นนี้ออกมา


อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำ “การแบ่งแยกทางความคิด” และนโยบาย ระหว่างอียูกับฮังการี เนื่องจากตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลบูดาเปสต์มีมติคัดค้านการออกแถลงการณ์หลายฉบับของสหภาพ ตั้งแต่ประเด็นด้านความมั่นคงเกี่ยวกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ไปจนถึงเรื่องภาษี และการกำหนดจุดยื่นร่วมต่อข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์


ทว่าอียูยังคงรักษาท่าทีอย่างมาก เนื่องจากเสียงของฮังการี “ยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง” สำหรับการลงมติสำคัญ ที่ต้องเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ขณะที่ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า สมาชิกต้องร่วมกันปกป้องเพื่อนสมาชิกอียูด้วยกัน ทั้งจาก “ภัยคุกคามภายนอกและการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากภายใน” โดยไม่ได้พาดพิงฮังการีอย่างตรงไปตรงมา


ปัจจุบัน ฮังการีอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลนำโดยพรรคฟิเดสซ์ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอุดมการณ์ฝ่ายขวา ของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน วัย 59 ปี ซึ่งอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ปี 2553 และชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน เมื่อเดือน เม.ย.ปีนี้

อนึ่ง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ออร์บานยืนยันว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่คัดค้านการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย และไม่อนุญาตให้สมาชิกนาโตลำเลียงอาวุธผ่านฮังการี เพื่อนำไปช่วยเหลือยูเครน.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES